the first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ – ตอนที่ 125 สถานการณ์บังคับ

ที่ช่วยหลัวหลานก็เพราะเริ่นเสี่ยวซู่คิดใช้หลัวหลานเป็นทางผ่านเข้าป้อมปราการ 109 น่ะสิ!

ก่อนหน้านี้เริ่นเสี่ยวซู่เห็นหลัวหลานกับพวกทหารดูสนิทกันดีมาก แถมเขายังรู้สึกได้ถึงแรงสนับสนุนที่ทหารมีต่อหลัวหลานและชิ่งเจิ่นด้วย คนที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่เช่นนี้ย่อมมีอะไรบางอย่างไม่ธรรมดา ดังนั้นเริ่นเสี่ยวซู่จึงคิดใช้บุญคุณช่วยชีวิตขจัดความเป็นปฏิปักษ์จากก่อนหน้า แต่ถ้าเขาขจัดไม่ได้ ตอนนั้นค่อยฆ่าหลัวหลานทิ้งก็ไม่สาย เขายังคิดจะใช้ตัวตนอื่น ชื่อแซ่อื่นมาปิดบังตัวตนด้วยซ้ำ แต่หลังจากคิดไปคิดมาก็ปัดความคิดนั้นทิ้ง เพราะหลัวหลานเคยเห็นหน้าเหยียนลิ่วหยวนกับเสี่ยวอวี้มาก่อน

“พี่น้อง ช่วยหน่อย!” หลัวหลานเช็ดหน้าตัวเอง “ฉันเอาตัวออกจากรถไม่ไหว”

เริ่นเสี่ยวซู่ดึงหลัวหลานออกจากรถ “รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวตัวทดลองก็ทำลายแนวตั้งรับได้แล้ว”

แต่หลัวหลานสะบัดมือเริ่นเสี่ยวซู่ทิ้งแล้วจ้องไปยังกลุ่มของถังโจวที่ถูกตัวทดลองล้อมอยู่

เสียงปืนและระเบิดดังสนั่นเป็นพักๆ ตรงแนวตั้งรับ ตอนนี้ตัวทดลองยังไม่สามารถทะลวงฝ่าแนวตั้งรับของสมาคมตระกูลชิ่งได้

การต่อสู้นี้เผยให้เห็นว่าความสามารถของทหารแห่งสมาคมตระกูลชิ่งนั้นเก่งกาจขนาดไหน

เริ่นเสี่ยวซู่ว่าเสียงนิ่ง “พวกเขาหมดหวังแล้วละ ถ้านายพุ่งไปหาพวกเขาตอนนี้ มีแต่จะทำให้พวกเขาตายตาไม่หลับเปล่าๆ”

หลัวหลานสูดลมหายใจสุดปอดแล้วว่า “ยังไงฉันก็ต้องไป! ขอบคุณที่ช่วยฉันนะ แต่ฉันยังจากไปตอนนี้ไม่ได้หรอก!”

เริ่นเสี่ยวซู่บอกได้ว่าหลัวหลานห่วงใยพวกทหารจากใจจริง เพราะถ้าไม่ห่วงใย สิ่งแรกที่ได้ทำหลังจากได้ยินว่าพวกตัวทดลองจะทะลวงแนวป้องกันได้ในอีกไม่ช้า คงไม่ใช่การหันไปมองว่าพวกทหารของเขายังสบายดีอยู่หรือเปล่าหรอก

นี่มันต่างไปจากมโนทัศน์ที่เริ่นเสี่ยวซู่มีต่อหลักการทำงานขององค์กรองค์กรหนึ่งเลย เขานึกว่าจะเป็นแค่กลุ่มสัตว์หัวสูงเลือดเย็นเสียอีก

เฉินอู๋ตี๋หันมาหาเริ่นเสี่ยวพร้อมถาม “ตือโป๊ยก่ายกับคนอื่นๆ วิ่งไปไกลแล้วละ พวกเราจะเอาไงต่อ”

“ไปกันเถอะ” เริ่นเสี่ยวซู่หันไปมองหลัวหลานแล้วตัดสินใจจะปล่อยเขาไป หลัวหลานวิ่งกลับไปที่แนวตั้งรับของกองกำลังแล้ว พวกเขาไม่จำเป็นต้องไปตายกับหลัวหลานแค่เพราะอยากเข้าไปในป้อมปราการหรอก

เริ่นเสี่ยวซู่เห็นแล้วว่าหลัวหลานกำลังกลัวมาก ถ้าเป็นคนอื่นๆ ก็คงกลัวเหมือนกันนั่นแหละ ตอนนี้เหล่าผู้หลบหนีถูกล้างบางจนหมดสิ้น มีเพียงไม่กี่คนที่หลบหนีได้สำเร็จ สถานที่แห่งนี้เหลือแต่เศษซาก

แต่เริ่นเสี่ยวซู่ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเจ้าอ้วนอย่างหลัวหลานถึงสามารถชนะความกลัวและวิ่งตรงไปหาความตายได้ นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นหรอกนะ ถ้าเขากลับไป เขาต้องตายแน่!

แต่ตอนที่พวกเริ่นเสี่ยวซู่จะจากไปนั้น เขาก็พลันได้ยินเสียงหอนของหมาป่ามาแต่ไกล!

เสียงหอนดังมาอย่างกะทันหันเช่นนี้ทำให้ใจของเริ่นเสี่ยวซู่ตกไปอยู่ตาตุ่ม สถานการณ์กำลังจะแย่ลงกว่าเดิมแล้วสินะ?

แต่เขาต้องประหลาดใจ พอพวกตัวทดลองได้ยินเสียงหอนของหมาป่า พวกมันก็หยุดโจมตีและล่าถอยไปจากสนามรบในชั่วพริบตา

เกิดอะไรขึ้น เริ่นเสี่ยวซู่ยืนนิ่ง มองภาพนี้ด้วยความงุนงง หรือเจ้าตัวทดลองพวกนี้มันกลัวหมาป่ากัน

เริ่นเสี่ยวซู่นึกว่าเดี๋ยวพอมีหมาป่ามาสมทบ อะไรๆ ต้องเลวร้ายลงกว่าเดิมแต่ แต่ไปๆ มาๆ การปรากฏตัวของหมาป่ากลับเป็นการถ่วงดุลอำนาจกับพวกตัวทดลองเสียอย่างนั้นไป!

เริ่นเสี่ยวซู่ไม่คิดอยากรู้หรอกว่าหมาป่ากับตัวทดลองมีอะไรกัน มีแต่อยากจะไปป้อมปราการ 109 ให้ได้อย่างปลอดภัย!

เขากล่าวกับเฉินอู๋ตี๋ “อู๋ตี๋ ไปบอกหวังฟู่กุ้ยกับคนอื่นๆ ว่า…”

“ใครคือหวังฟู่กุ้ย” เฉินอู๋ตี๋ผงะ

“ไปบอกตือโป๊ยก่ายกับคนอื่นๆ…ว่าอย่ากลับมา ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ให้พวกเขาหนีต่อได้เลย” เริ่นเสี่ยวซู่แก้

ดูเหมือนว่าถ้าไม่เรียกนามทางธรรม พวกเขาจะคุยกันไม่รู้เรื่องเสียแล้ว

เฉินอู๋ตี๋นำไปก่อน ส่วนเริ่นเสี่ยวซู่ตามหลัวหลานกลับไปหากองกำลังของสมาคมตระกูลชิ่ง

“เจ้านาย ท่านกลับมาทำไม” ถังโจวหอบหายใจนอนพิงกองศพ “รีบไปเถอะ รับไปก่อนที่พวกมันจะกลับมาอีก”

หลัวหลานย่อตัวลงนั่งข้างถังโจว เขาหันไปมองรอบๆ แล้วเห็นว่าทหารกว่าเก้าส่วนที่หนีมาด้วยกันจากป้อมปราการล้วนเสียชีวิตหมดแล้ว

ทหารที่เหลืออยู่ห้าหกนายก็บาดเจ็บสาหัส ถึงตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่ ก็คงไม่อาจทนจนถึงป้อมปราการ 109 ได้อยู่ดี

ความโหดร้ายของตัวทดลองนั้นน่าพรั่นพรึงยิ่งนัก

หลัวหลานนี่ย่อตัวนั่งข้างถังโจวว่า “มีคำพูดอะไรอยากให้ฉันส่งต่อไหม”

ถังโจวยิ้ม “เจ้านาย ท่านบอกว่าหลังจากถึงป้อมปราการแล้วจะเลี้ยงดูปูเสื่อเราอย่างดี แถมจะพาไปสัมผัสความสุขของโลกอีก พวกเรากลัวว่าพวกเราคงทำแบบนั้นไม่ได้แล้วละ งั้นเจ้านายต้องมีความสุขแทนพวกเรานะ”

หลัวหลานเจ็บปวดใจ “ฉันอาจจะตายในป้อมปราการ 109 ก็ได้”

ทั้งสองหัวเราะฮาออกมาทันที เหมือนเพิ่งเล่นมุกเสี่ยวๆ ไปอย่างไรอย่างนั้น

ถังโจวพลันพูด “พวกเราไม่เสียใจเลย”

“อื้อ” หลัวหลานฮึมฮัมในลำคอ

“เอ่อ…ทั้งสองโปรดรอสักครู่” เริ่นเสี่ยวซู่มองชายสองคนนี้แล้วก็อดอ้าปากขัดไม่ได้ “จริงๆ แล้วพวกเขาไม่ได้กำลังจะตายนะ”

ถังโจวและหลัวหลานนิ่งไป พวกเขาหันมองเริ่นเสี่ยวซู่เป็นสายตาเดียว ถังโจวหัวเราะแล้วว่า “เจ้าหนุ่ม อย่าล้อเล่นเลย อะไรก็ห้ามเลือดฉันไม่ได้หรอก”

แต่เริ่นเสี่ยวซู่มินำพา ควักขวดยาเล็กออกมา “ฉันมียาดีสำหรับรักษาแผล ไม่ต้องกังวล พวกนายไม่ตายหรอก แต่ฉันไม่รักษาแผลแบบให้เปล่าๆ หรอกนะ” เริ่นเสี่ยวซู่หันไปมองหลัวหลาน “นายก็ต้องพาพวกฉันเข้าป้อมปราการ 109 แล้วต้องหาใบรับรองเป็นพลเมืองให้พวกฉันเป็นการแลกเปลี่ยน”

แต่หลัวหลานไม่ทันได้ฟังประโยคท้าย เขาจ้องไปที่ขวดยาสีดำในมือเริ่นเสี่ยวซู่ด้วยสายตาว่างเปล่า เจ้าขวดยาจิ๋วนี่ดูคุ้นตาเขาอยู่บ้าง

ใบหน้าของหลัวหลานแปรเปลี่ยนจากสงบนิ่งเป็นตะลึงพรึงเพริด “มันใช้รักษาแผลได้ด้วยเหรอ! เดี๋ยวนะ นายคือมือมหัศจรรย์ ไม้ผลิกลับคืน เริ่นเสี่ยวซู่!”

เชี่ย ‘มือมหัศจรรย์ ไม้ผลิกลับคืน’ เอ็งดิ! เริ่นเสี่ยวซู่นึกถึงธงนั้นก็เกือบรั้งเท้าไม่ให้ถีบหลัวหลานจมดินแทบไม่ทัน

แต่ก็นะ เริ่นเสี่ยวซู่เป็นหนึ่งในเป้าหมายของสมาคมตระกูลชิ่ง หลัวหลานเองก็ไม่นึกเหมือนกันว่าจู่ๆ เริ่นเสี่ยวซู่จะโผล่มาเช่นนี้ แถมยังช่วยชีวิตตนไว้อีก

ทันใดนั้นหลัวหลานก็นึกอะไรได้ ก่อนหน้ามีคนบอกอยู่ว่าเริ่นเสี่ยวซู่เป็นหมอคนหนึ่ง ทำให้เขาเกิดความหวังขึ้นมาสายหนึ่ง!

เห็นว่ากลุ่มของถัวโจวต้องการเริ่นเสี่ยวซู่ช่วยชีวิต หลัวหลานทำตัวอ่อนน้อมถ่อมตนในพลัน พูดเอาใจเริ่นเสี่ยวซู่ “ด้วยสายสัมพันธ์ของพวกเรา จะให้พากี่คนเข้าป้อมปราการก็จัดมา ตราบใดที่ช่วยพวกเขาได้ จะยื่นเงื่อนไขอะไรมาฉันยอมรับหมดแหละ!”

เริ่นเสี่ยวนิ่งงันไป “สายสัมพันธ์อะไร”

หลัวหลานเจอคำถามนี้ก็สะอึกเงียบ เขานิ่งไปพักใหญ่ ก่อนจะพูด “ความสัมพันธ์ฉันหมอ-คนไข้…”

เริ่นเสี่ยวซู่โยนขวดยาดำสามขวดไปยังหลัวหลานอย่างเงียบๆ “ทายานี่ที่แผลพวกเขา”

หลัวหลานนิ่งไปพักหนึ่ง “คงไม่มีผลข้างเคียงอะไรใช่ไหม”

“ไม่มี รีบทายาให้พวกเขาได้แล้ว ถ้าหมาป่าหรือตัวทดลองกลับมา ไม่มีใครรอดไปจากที่นี่แน่!” เริ่นเสี่ยวซู่เริ่มหัวร้อนแล้ว จริงๆ แล้วที่เขาคิดรักษาถังโจวกับเพื่อนร่วมทีมพวกเขาก็เพราะอยากให้หลัวหลานติดค้างบุญคุณ ต่อให้รถออฟโรดพลิกคว่ำไปแล้ว แต่รถบรรทุกทหารยังอยู่ดี หลังจากรักษากลุ่มของถังโจวแล้ว ก็สามารถให้พวกเขาขับรถบรรทุกไปรับพวกเหยียนลิ่วหยวนได้ แบบนี้สำหรับทุกคนแล้วสะดวกยิ่งกว่าสะดวก

“แปปนะ” เริ่นเสี่ยวพลันคิดอะไรบางอย่างได้ “หลังอาการบาดเจ็บหายแล้วคงไม่จับกุมฉันหรอกใช่ไหม”

“ไม่หรอก” หลัวหลานรีบส่ายหัว “พวกเราตามล่าแค่สูเสี่ยนฉู่เท่านั้นแหละ ที่นายโดนหมายหัวด้วยเป็นเรื่องบังเอิญเฉยๆ!”

เริ่นเสี่ยวซู่สีหน้ากลับกลาย “ดีแล้วละแบบนั้น…”

เขาได้แต่พูดในใจว่า เฮียสูเสี่ยนฉู่ ฉันขอโทษนะ

ถึงเรื่องนี้อาจจะทำให้สูเสี่ยนฉู่ลำบากหน่อยๆ แต่เริ่นเสี่ยวซู่จะทำอะไรได้อีกล่ะ เขาถูกสถานการณ์บังคับน่ะ

the first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์

the first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์

the first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์
Status: Ongoing
ในความมืดมิดอันปั่นป่วนโกลาหล หนุ่มน้อยเริ่นเสี่ยวซู่ผงะตื่นขึ้นพร้อมกับปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก จากนั้นก็หันไปมองเด็กชายอายุราวสิบสี่ปีที่ยืนอยู่ตรงประตู “ลิ่วหยวน มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า” เริ่นเสี่ยวซู่ถาม แม้จะเรียกเด็กชายว่าลิ่วหยวน แต่ความจริงแล้วชื่อเขาคือเหยียนลิ่วหยวน มองแวบแรก เหยียนลิ่วหยวนดูราวกับคนใสซื่อไม่มีพิษภัยอะไร ทว่าในมือเขานั้นกลับกำมีดกระดูกแน่น ยืนเฝ้าอยู่ตรงประตู ตอนนี้ดึกดื่นค่อนคืน แม้ว่าเขาจะดูง่วงงุนเพียงไร ก็ไม่หลับตาลงแม้แต่น้อยเพราะว่าจำเป็นต้องเฝ้ายามตอนกลางคืน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset