the first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ – ตอนที่ 139 ไม่ทิ้งทางหนี

คนกลุ่มหนึ่งมุงกันหน้าโทรศัพท์บ้านอันมหัศจรรย์ ขนาดเสี่ยวอวี้ยังมาร่วมสนุกด้วย

เริ่นเสี่ยวซู่ถาม “ใช้เจ้านี่ยังไงล่ะเนี่ย” เขาเห็นปุ่มเลขต่างๆ บนโทรศัพท์ ไม่มีคู่มือสอนวิธีใช้งานเลย

“ลองดูเลขที่อยู่บนใบปลิวของบริษัทหัวจ่งสิ” หวังฟู่กุ้ยเอ่ยพร้อมชี้ไปที่ใบปลิว “ต้องกดเลขเรียงตามนี้หรือเปล่า”

“คิดว่านะ ลองดูสิ” เริ่นเสี่ยวซู่พูด “ลิ่วหยวน นายมาลอง”

ทุกคนต่างสนใจอุปกรณ์ใหม่นี้ แต่เริ่นเสี่ยวซู่เห็นแก่เหยียนลิ่วหยวน เลยให้เขาลองเล่นสนุกก่อน

เหยียนลิ่วหยวนกดเบอร์โทรภายใต้สายตาคาดหวังของทุกคน พวกเขาย่อมไม่กล้ากดเบอร์ของบริษัทหัวจ่งอยู่แล้ว เลยกดเบอร์มั่วๆ เอาแทน

แต่หลังจากกดเบอร์เสร็จ ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย!

เหยียนลิ่วหยวนเงยหน้าขึ้นมองเริ่นเสี่ยวซู่แล้วพูด “พี่ ไม่เห็นมีอะไรเลยอะ”

“ขอฉันคิดแปป” เริ่นเสี่ยวซู่ว่า “พวกเราจะทำอะไรผิด บนใบปลิวมีเลขแปดตัว ดังนั้นพวกเราจะกดเลขแปดหลักเหมือนกัน”

เฉินอู๋ตี๋เดินมาจากหลังบ้าน และเห็นว่าคนกลุ่มใหญ่กำลังมุงกันอยู่ เขาก็เอ่ยถาม “อาจารย์ พวกท่านกำลังทำอะไรอยู่น่ะ”

เริ่นเสี่ยวซู่ตาทอประกาย “มาเร็วๆ ศิษย์ข้า ไหนดูสิว่าเจ้าใช้เจ้านี่เป็นหรือเปล่า”

ถึงเฉินอู๋ตี๋จะเคยอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวช แต่เขาก็น่าจะพอรู้วิธีใช้อยู่บ้างสินะ ในโรงพยาบาลก็น่าจะมีโทรศัพท์หรือเปล่า

“ขอดูหน่อย” เฉินอู๋ตี๋หันไปมอง “โทรศัพท์นี่”

เฉินอู๋ตี๋ยกหูโทรศัพท์ พวกเริ่นเสี่ยวซู่เข้าใจในพลันว่าต้องยกหูขึ้นก่อนใช้

พวกเขาเห็นเฉินอู๋ตี๋กดปุ่นรัวๆ หลังมีเสียงกริ๊งๆ หลายครั้ง ก็มีเสียงรับสายมา “ใครน่ะ”

เฉินอู๋ตี๋พูดด้วยความผ่าเผย “ข้าคือฉีเทียนต้าเซิ่ง”

“ไอ้บ้า!”

เกิดเสียงดังกึก ปลายสายวางไปแล้ว

เริ่นเสี่ยวซู่ยิ้ม เจ้าโทรศัพท์นี่สุดยอดเลย! แถมปลายสายยังรู้ตัวตนของเฉินอู๋ตี๋ผ่านการโทรเพียงครั้งเดียวได้อีก

เฉินอู๋ตี๋หัวร้อนขึ้นมาจนอยากโทรกลับไปด่าคน แต่เขาลืมไปแล้วว่าโทรไปเบอร์ไหน

“ไหนลิ่วหยวนมาลองอีกรอบสิ” เริ่นเสี่ยวซู่พูดพร้อมรอยยิ้ม

เหยียนลิ่วหยวนกดโทรอย่างคาดหวัง เกิดเสียงกริ๊งๆ สองครั้ง ก็มีคนรับสาย อีกฝ่ายเป็นเสียงชายวัยกลางคน “ใครครับ”

เหยียนลิ่วหยวนรู้สึกเหมือนตนเองก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ เขาพูดอย่างสุภาพ “สวัสดีครับคุณลุง”

อีกฝ่ายนิ่งไป “นี่ใครครับ โทรมาหาผมมีอะไรหรือเปล่า”

“ไม่มีอะไรครับ ผมแค่ลองโทรศัพท์ดูเฉยๆ” เหยียนลิ่วหยวนพูดอย่างสัตย์จริง “ผมเพิ่งเรียนวิธีใช้โทรศัพท์น่ะ ขออภัยที่รบกวนครับ”

“อืม ไม่เป็นไร” อีกฝ่ายวางสายไป

เหยียนลิ่วหยวนหันไปหาเริ่นเสี่ยวซู่ทั้งๆ ที่ในมือยังยกหูโทรศัพท์อยู่ “พี่ เจ้าโทรศัพท์โคตรเจ๋งแน่ะ เสียงจากโทรศัพท์เหมือนเขาอยู่ตรงหน้าผมเลย”

“อืม” เริ่นเสี่ยวซู่พยักหน้า “ไม่ต้องลองแล้วล่ะ รบกวนคนอื่นไม่ดีหรอก”

แต่ตอนนั้นเอง โทรศัพท์เขาก็ดังขึ้น เริ่นเสี่ยวซู่ชะงัก แล้วยกหู “สวัสดี?”

คนจากอีกฝั่งพูด “ต้องการกู้เงิน…”

อีกฝ่ายพูดรัวเป็นชุด จนพวกเริ่นเสี่ยวซู่ตะลึงไป พวกเขาไม่เข้าใจเลยอีกฝ่ายพูดอะไรอยู่ เริ่นเสี่ยวซู่ชะงักไปก่อนจะว่า “ฉันไม่เข้าใจว่านายพูดอะไรอยู่”

ปลายสายเงียบไปพักหนึ่ง “ก็คือพวกเราให้ยืมเงินได้”

“ดอกเบี้ยเท่าไร” เริ่นเสี่ยวซู่ชะงักไปก่อนจะถามออกไป

“สามเปอร์เซ็นต์” อีกด้านเอ่ย

เริ่นเสี่ยวซู่หัวเราะ “หน้าเลือดไปหน่อยไหม”

คนในปลายสายตะโกนไปหาคนผู้หนึ่ง “เจ้านาย มีคนบอกว่าเราหน้าเลือดแน่ะ”

มีคนเดินเข้ามาที่โทรศัพท์แล้วพูด “เจ้าหนุ่ม อย่าพูดอะไร้สาระ พวกเราไม่ใช่พวกเจ้าหนี้หน้าเลือดสักหน่อย”

เริ่นเสี่ยวซู่หัวเราะยกใหญ่ “ดอกเบี้ยสามเปอร์เซ็นต์ยังไม่เรียกหน้าเลือดอีกเหรอ ดูจากเจ้าของกิจการตั้งมากมาย นายมันไร้มโนธรรมสุดแล้วล่ะ”

ว่าตามตรง เริ่นเสี่ยวซู่นึกว่าทุกคนในป้อมปราการจะทำงานในสภาพแวดล้อมดีๆ แต่ดูเหมือนคนทำงานสกปรกก็มีเหมือนกัน

ชายผู้นั้นว่าเสียงต่ำ “รู้หรือเปล่าว่าฉันคือใคร”

ทันใดนั้นเริ่นเสี่ยวซู่ก็นึกออกเสียงนี้คุ้นหูนัก เคยได้ยินมาจากที่ไหนหรือเปล่าเนี่ย เริ่นเสี่ยวซู่ถามกลับ “รู้หรือเปล่าฉันคือใคร”

ชายผู้นั้นนิ่งไป “นายเป็นใคร”

เริ่นเสี่ยวซู่พูด “ฉันคือเหยียนหลินเฟิงจากเขตตะวันตก!”

หลังจากเงียบไปพักหนึ่ง อีกฝ่ายก็เอ่ย “ฉันก็คือเหยียนหลินเฟิงจากเขตตะวันตกเหมือนกันโว้ย…”

เริ่นเสี่ยวซู่ “…”

ก็คือไม่ใช่ว่าทุกคนชอบแนะนำตัว แต่เป็นเขาที่เจอแต่คนชอบแนะนำตัวสินะ แถมยังยังชอบแนะนำตัวเองว่าเป็นเหยียนหลินเฟิงอีก ถึงว่าทำไมเสียงมันคุ้นหูนัก!

เริ่นเสี่ยวซู่วางสายดังกึก ตอนเหยียนหลินเฟิงมาหาหมอ เริ่นเสี่ยวซู่ก็ไม่ค่อยชอบหน้าหมอนั่นอยู่แล้ว ตอนแรกกะจะอ้างชื่อเขาโทรศัพท์ และปล่อยให้คนพวกนั้นสู้กันเองไป…

ใครจะไปคิดว่ากลับเป็นคนเดียวกันเสียฉิบ!

เหยียนหลินเฟิงไม่น่ารู้สินะว่ากำลังคุยกับใครอยู่ แต่ถึงรู้เริ่นเสี่ยวซู่ก็ไม่ยั่นหรอก เริ่นเสี่ยวซู่รู้ดีว่าปืนเป็นของหวงห้ามในป้อมปราการ ตลอดทั่วทั้งป้อมปราการนี้ เริ่นเสี่ยวซู่ไม่กลัวใครทั้งนั้นยกเว้นกองกำลังของสมาคมตระกูลหลี่

“แต่ว่าพวกเราน่าจะติดต่อกับคนท้องถิ่นอย่างเขาหน่อยนะ” หวังฟู่กุ้ยว่า “เหยียนหลินเฟิงน่าจะทำงานสกปรกบางอย่าง แถมมีลูกน้องคอยรับใช้อีก ไม่ว่าพวกเราอยู่ไหน รู้จักคนแบบนั้นก็น่าจะมีประโยชน์อยู่”

“อืม” เริ่นเสี่ยวซู่พยักหน้า “ถ้าเขามาหาหมออีกรอบ ลุงก็ลองคุยกับเขาเยอะๆ หน่อยแล้วกัน”

“ได้เลย” หวังฟู่กุ้ยรับ “หลังคืนนี้ข่าวยาดำของพวกเราน่าจะแพร่ออกไปแล้ว พวกเราไม่ต้องโฆษณาอีก ปล่อยให้เป็นเรื่องปากต่อปากจนของติดตลาดก็พอ!”

เริ่นเสี่ยวซู่รู้สึกอัดอั้นตันใจอยู่บ้าง หลังจากฉีกใบปลิวของบริษัทหัวจ่งทิ้ง เขาก็พูด “ทุกคน อย่าให้คนอื่นรู้ว่าฉันกับเฉินอู๋ตี๋เป็นผู้มีพลังพิเศษเด็ดขาด ช่วงนี้จับตาดูเฉินอู๋ตี๋ไว้ อย่าให้เขาออกไปข้างนอกถ้าไม่จำเป็น ไม่อย่างงั้นเขาสร้างปัญหาแน่”

ดูเหมือนว่าหลัวหลานจะไม่ได้พูดเรื่องเฉินอู๋ตี๋เป็นผู้มีพลังพิเศษให้ป้อมปราการฟัง แต่เจียงอู๋กับพวกนักเรียนจะปิดปากไว้ได้หรือเปล่ายังไม่แน่นอน ดังนั้นเขาต้องเตรียมพร้อมรับมือไว้ก่อน

เริ่นเสี่ยวซู่จำโน้ตที่หยางเสียวจิ่นทิ้งไว้ได้ เหมือนที่เธอว่าไว้ไม่ผิดเลย ผู้มีอำนาจจำนวนมากกำลังทำให้ป้อมปราการ 109 วุ่นวาย เขาไม่รู้ว่าทำไมพวกนั้นถึงมาที่นี่กัน และก็ไม่รู้ด้วยว่ามีกี่ฝ่ายกันแน่ แต่ที่เขาทำได้คือปกป้องเหยียนลิ่วหยวนและคนอื่นๆ จนสุดความสามารถ

“เหล่าหวัง” เริ่นเสี่ยวซู่สั่ง “เดี๋ยวฉันเขียนใบรายการให้ ออกไปดูหน่อยว่าหาซื้อได้ไหม แต่จำไว้ว่าต้องซื้อแยกกัน ห้ามซื้อพร้อมกันเด็ดขาดนะ”

เริ่นเสี่ยวซู่ต้องเตรียมทางหนีทีไล่แล้ว เขาจะใช้มันเป็นทางสุดท้าย

เริ่นเสี่ยวซู่ได้ขโมยของสำคัญจากหยางเสียวจิ่นมาขณะพวกเขาอยู่ในเขาจิ้งซาน ‘ทักษะการทำระเบิดขั้นสูง’

the first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์

the first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์

the first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์
Status: Ongoing
ในความมืดมิดอันปั่นป่วนโกลาหล หนุ่มน้อยเริ่นเสี่ยวซู่ผงะตื่นขึ้นพร้อมกับปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก จากนั้นก็หันไปมองเด็กชายอายุราวสิบสี่ปีที่ยืนอยู่ตรงประตู “ลิ่วหยวน มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า” เริ่นเสี่ยวซู่ถาม แม้จะเรียกเด็กชายว่าลิ่วหยวน แต่ความจริงแล้วชื่อเขาคือเหยียนลิ่วหยวน มองแวบแรก เหยียนลิ่วหยวนดูราวกับคนใสซื่อไม่มีพิษภัยอะไร ทว่าในมือเขานั้นกลับกำมีดกระดูกแน่น ยืนเฝ้าอยู่ตรงประตู ตอนนี้ดึกดื่นค่อนคืน แม้ว่าเขาจะดูง่วงงุนเพียงไร ก็ไม่หลับตาลงแม้แต่น้อยเพราะว่าจำเป็นต้องเฝ้ายามตอนกลางคืน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset