The Overlord of Blood and Iron – ตอนที่ 16: ใครบางคนกำลังเฝ้าสอดแนมดินแดน (1)

ตอนที่ 16:  ใครบางคนกำลังเฝ้าสอดแนมดินแดน (1)

 

เหตุการณ์ต่อสู้กับออร์คที่เกิดขึ้นได้นำมาสู่ความหวาดกลัวแก่ชาวลาพิวต้า

 

ผู้ปกครองของพวกเขาผู้ซึ่งเพิ่งมาจากดินแดนอื่นสามารถเอาชนะออร์คทั้ง 20 ตัวได้ด้วยทหารแค่เพียง 35 นาย มันไม่ใช่เพียงได้รับชัยชนะกลับมาเท่านั้นหากแต่เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่

 

และนั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด

 

ข่าวลือที่พูดเกินจริงได้แพร่กระจายไปทั่วดินแดนว่าคังชอลอินนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ เป็นบุรุษผู้กล้าที่อาจหาญเดินเข้าไปยังใจกลางดงของพวกออร์คเพียงลำพังเพื่อต่อสู้และไม่มีใครเทียบได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ค่านิยมชมชอบในตัวคังชอลอินสูงเพิ่มขึ้น

 

มันเป็นที่เข้าใจได้เพราะสำหรับคนทั่วไปแล้วมันเป็นการกระทำตัวอย่างที่น่าแปลกใจสำหรับการเป็นราชันย์ จอมราชันย์ หรือแม้กระทั่งจักรพรรดิ์ที่มียศศักดิ์สูงกว่า และเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับทุกคนที่อยู่ภายใต้อำนาจ

 

มันเป็นเหมือนกับนักการเมืองที่มาเยี่ยมและตรวจกองกำลังทหารแต่แล้วก็หันมาคว้าปืนเพื่อต่อสู้กับทีมกองโจรของเกาหลีเหนือเมื่อสงครามบังเกิด ยิ่งไปว่านั้นคือการที่นักการเมืองคนนี้ไปมีส่วนร่วมและมีบทบาทสำคัญต่อการเอาชนะกับอีกฝ่าย แน่นอนว่าสิ่งนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในความเป็นจริง

 

หลังการต่อสู้จบลง คังชอลอินที่กำลังนั่งเอนหลังอยู่บนกองฟางพร้อมดื่มเบียร์ไปกับทหารคนอื่น ๆ ยิ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้กับเขาในฐานะผู้นำที่เข้าถึงได้

 

แน่นอนว่าการกระทำเหล่านั้นไม่ได้มีเจตนาจะให้เกิดผลแบบนี้ตามมา

 

การที่คังชอลอินและทหารร่วมต่อสู้กับออร์คที่จู่ ๆ ก็มาปรากฏตัวและดื่มเบียร์ไปด้วยกันหลังได้รับชัยชนะไม่ได้มีอยู่ในการคำนวณก่อนหน้านี้

 

‘คนพวกนี้เป็นอะไรกันไปหมด?’

 

คังชอลอินที่กำลังเดินทางกลับเข้าเมืองในฐานะราชันย์ผู้มีชัยเอียงหัวด้วยความสับสนท่ามกลางเสียงเชียร์จากผู้คนตลอดทาง เขากำลังสงสัยว่าการกระทำนี้เป็นสิ่งที่น่ายกย่องถึงขนาดนั้นเชียวหรือ

 

มันค่อนข้างเป็นคำถามที่เข้าใจได้ยากสำหรับคังชอลอิน

 

ที่วัลฮัลฮาดินแดนที่เขาเคยปกครองเมื่อครั้งก่อนมีมนุษย์อาศัยอยู่น้อยมาก ชาวเมืองส่วนใหญ่เป็นแวมไพร์ เดธไนท์(อัศวินแห่งความตาย) และเผ่าพันธุ์อื่นที่ไม่ใช่มนุษย์ดังนั้นคังชอลอินจึงไม่ค่อยเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์สักเท่าไหร่นักว่าทำไมพวกเขาถึงต้องทำเรื่องแค่นี้ให้เป็นเรื่องใหญ่และทำไมพวกเขาถึงต้องร้องเพลงเกี่ยวกับตัวเขาด้วย?

 

[ความน่าเชื่อถือเนื่องจากการนำเป็นตัวอย่าง +20]

 

[ภาพลักษ์ผู้นำจิตวิญญาณอันเป็นอิสระ อำนาจชักจูง -3]

 

[ภาพลักษ์ผู้นำจิตวิญญาณอันเป็นอิสระ ความเข้าถึง +30]

 

[การตอบรับที่ดีจากผู้คนในดินแดน คะแนนราชันย์ +20]

 

หลังจากถอดอาวุธอุปกรณ์ทั้งหมดแล้วกลับไปยังห้องโถงราชันย์หน้าจอแสดงสถานะข้อมูลก็ปรากฏขึ้น

 

‘หืม.. อำนาจชักจูงลดลงงั้นหรือเนี่ย ไม่ชวนให้สบอารมณ์เท่าไหร่เลยแฮะ’

 

อำนาจชักจูงเป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับราชันย์

 

มันเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการบัญชาทัพและการออกคำสั่งไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาในฐานะราชันย์

 

ยกตัวอย่างเช่น สิ่งแรกที่ควรคำนึงเมื่อต้องซื้อกองกำลังแข็งแกร่งผ่านคลังสินค้าอัตโนมัติ หากมีคะแนนอำนาจชักจูงต่ำต่อให้ซื้อกองกำลังแข็งแกร่งมากขนาดไหนอย่างไรก็จะไม่สามารถควบคุมกองกำลังนั้นได้ หากราชันย์ระดับ E ซื้อโอเกอร์ผ่านคลังสินค้าอัตโนมัติ ก็เป็นไปได้ที่โอเกอร์ตัวนั้นจะไม่ยอมทำตามคำสั่งของราชันย์และจะทำแต่ในสิ่งที่มันพึงพอใจ นอกจากนี้หากคะแนนอำนาจชักจูงลดลง ผู้ใต้บังคับบัญชาก็อาจไม่เชื่อฟังหรือก่อการจลาจลได้อีกเช่นกัน

 

‘จากนี้ไปเราต้องระวังให้มากขึ้น’

 

คังชอลอินสาบานกับตัวเองในใจว่าเขาจะไม่ยอมให้อำนาจชักจูงของตัวเองลดลงไปได้อีก ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าการไม่สามารถควบคุมกองกำลังของตัวเองได้ในช่วงเวลาวิกฤติ

 

อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะไม่ดีไปเสียหมด

 

มันดีกว่าที่คิดไว้อีกต่างหาก

 

ความโปรดปรานของผู้คนหมายความว่าระดับความภักดีจะเพิ่มขึ้น และความสามารถในการเข้าถึงและเป็นมิตรจะช่วยเรื่องกิจการภายใน นอกจากนี้คะแนนราชันย์ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่สุดในการกำหนดสถานะก็เพิ่มขึ้นอีก 20 คะแนนดังนั้นมันจึงถือเป็นความสำเร็จอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

 

คะแนนราชันย์คือกุญแจสำคัญที่จะนำพาเขาไปเป็นจอมราชันย์ได้ในที่สุด

 

คะแนนราชันย์จะสูงขึ้นเมื่อได้รับความเคารพจากชาวเมือง, ออกล่าสัตว์ประหลาด หรือชนะการต่อสู้กับราชันย์คนอื่น ๆ พวกเขาจะได้รับรางวัลเมื่อสถานะมีการตรวจสอบและยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ประสบความสำเร็จ

 

ราชันย์ทุกคนจะต้องมีส่วนร่วมในการสมัชชาซึ่งจะจัดขึ้นปีละครั้งโดยมีชื่อเรียกว่า  “ประชุมราชันย์” ในการสมัชชานี้ราชันย์ที่ได้รับคะแนนมากที่สุด 10 อันดับแรกจะได้รับเลือกให้เป็นจอมราชันย์ แม้อำนาจชักจูงของเขาจะลดลงไปเล็กน้อยแต่ถ้าเขาได้รับคะแนนราชันย์มา  20 คะแนนเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนมันก็ดีไม่ใช่น้อย

 

‘แต่เดี๋ยวก่อน ต้องใช้กี่คะแนนในรอบแรกเพื่อให้ได้รับชนชั้นจอมราชันย์กัน?’

 

เขาจดจำข้อมูลส่วนนี้ได้ไม่ชัดเจนเท่าไหร่นัก

 

การเลือกครั้งแรกจะเกิดขึ้นประมาณหนึ่งปีให้หลังการอัญเชิญซึ่งก็คือวันที่ 25 ธันวาคม 2021 คังชอลอินในตอนนั้นประสบความสำเร็จอยู่ที่อันดับ 13

 

ในตอนนั้นเขาดื่มดำไปกับการสำรวจดันเจี้ยนและจดจ่ออยู่กับการเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองเลยทำให้ไม่ติด 10 อันดับแรก

 

‘แต่เอาล่ะ มันไม่ใช่เรื่องที่จะไปรีบร้อนมากนัก’

 

จอมราชันย์จะเต็มไปด้วยความเสี่ยงมากมายดังนั้นมันจึงไม่มีเหตุผลที่ดีที่จะไปครองชนชั้นนี้ตั้งแต่แรก

 

ทำไมน่ะหรือ?

 

เพราะพวกเขาจะถูกจับตามองทุกฝีก้าวโดยราชันย์คนอื่น ๆ!

 

ในช่วงปีถึงสองปีแรกระดับทักษะของราชันย์จะมีคลามคล้ายคลึงกันอย่างมาก หากพวกเขาแสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นที่มากเกินไป พวกเขาก็จะยิ่งถูกจับตามองและถูกรุมทึ้งโดยราชันย์คนอื่น ๆ ตัวอย่างเช่นในระหว่างการสมัชชาครั้งแรกระหว่างราชันย์ มีจอมราชันย์ 5 คนที่ไม่ได้เข้าร่วมในการสมัชชาครั้งที่สองซึ่งหมายความว่าพวกเขาอาจเสียชีวิตไประหว่างนั้นหรืออาจหนีกลับไปโลกเดิม

 

“นายท่านเจ้าคะ”

 

ลูเซียได้เอ่ยแทรกขัดคังชอลอินขณะที่เขากำลังคิดเรื่องคะแนนการนับราชันย์

 

“รัสเซลเลอร์และลาน่าบุตรสาวของเขาได้ส่งเครื่องบรรณาการมาให้เจ้าค่ะ”

 

“รัสเซลเลอร์? ลาน่า?”

 

คังชอลอินขมวดคิ้วอย่างสับสน

 

“ประชาชนของข้ารึ?”

 

“พวกเขาคือคู่พ่อลูกที่นายท่านได้ช่วยชีวิตไว้จากออร์คอย่างไรเล่าเจ้าคะ ข้าคิดว่าพวกเขาน่าจะส่งเครื่องบรรณาการนี้มาให้เพื่อขอบคุณที่นายท่านได้ช่วยชีวิตของพวกเขา”

 

“งั้นรึ?”

 

“เจ้าค่ะ”

 

ลูเซียส่งตะกร้าที่มีผ้าสะอาดปิดไว้ให้คังชอลอิล การแสดงออกของลูเซียขณะที่นางส่งมอบตะกร้าให้ดูเหมือนจะมีความไม่พอใจปนอยู่ด้วยเล็กน้อย

 

‘เครื่องบรรณาการ’

 

คังชอลอินมีความรู้สึกที่หลากหลายเมื่อได้รับเครื่องบรรณาการเป็นครั้งแรกในชีวิต ในอดีตเขาไม่เคยได้รับสิ่งเหล่านี้มาก่อนเนื่องจากที่วัลฮัลลามีมนุษย์ไม่มากและคนพวกนั้นก็ไม่เคยส่งมาให้เขาเลยสักหน

 

“ขนมปังกับแฮม”

 

คังชอลอินพึมพำเมื่อเปิดดูสิ่งของที่อยู่ด้านใน

 

ข้างในมีขนมปังข้าวไรย์สี่ก้อนและแฮมก้อนใหญ่พร้อมกับน้ำผึ้งและเบียร์ที่ทำจากมอลต์บริสุทธิ์ มันเป็นเครื่องบรรณาการธรรมดา ๆ แต่เต็มไปด้วยความขอบคุณจากคนยากคนจน

 

“น นี่มัน!”

 

ขณะที่คังชอลอินกำลังรู้สึกปลาบปลื้มยินดี ลูเซียกลับตัวสั่นเทา

 

‘เป็นอะไรของนางไปอีกแล้วล่ะ?’

 

คังชอลอินสับสน เขาไม่สามารถเข้าใจได้ว่าทำไมลูเซียถึงชอบทำตัวสั่นกระทันหันแบบนี้

 

“มีอะไรผิดปกติงั้นหรือ?”

 

“ช่างกล้ามาก…”

 

ดูเหมือนว่าลูเซียกำลังโกรธ

 

“กล้า?”

 

คังชอลอินถามกลับ

 

“องค์ราชันย์!”

 

ลูเซียตะโกน

 

“ว่ามา”

 

“ท่านต้องให้ทหารไปพาตัวสองพ่อลูกมาที่นี่ทันทีเพื่อลงโทษพวกเขานะเจ้าคะ!”

 

“อะไรนะ?”

 

“สองพ่อลูกที่หยาบคายคู่นี้กำลังล่วงเกินท่านอย่างมาก! พวกเขากล้าดีอย่างไรถึงได้ส่งของธรรมดาแบบนี้มาให้! แม้แต่การโดนโบยร้อยรอบก็ยังไม่พอ! องค์ราชันย์ของข้า ถ้าท่านสั่งการข้าตอนนี้ ข้าจะรีบไปที่บ้านของพวกเขาและตัดคอของพวกเขาให้ในทันที”

 

คังชอลอินเข้าใจแล้วว่าทำไมลูเซียถึงได้โกรธแค้นอย่างมาก

 

“ลูเซีย”

 

“เจ้าค่ะ ข้าจะรีบไปบัดเดี๋ยวนี้”

 

“ข้าพอใจแล้ว”

 

“ห๊ะ? นายท่ายหมายถึงสิ่งใดหรือ?”

 

ลูเซียดูสับสนพร้อมดวงตาของนางที่เบิกกว้าง

 

“สมควรที่เจ้าจะโกรธเคืองเพราะสิ่งที่พวกเขาส่งมาให้ไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากมาย”

 

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ พวกเขากล้าดีอย่างไรถึงได้ส่งขนมปังและแฮมมาให้นายท่าน และขนมปังข้าวไรย์นั้น! ในบรรดาขนมปังทั่วโลกแต่พวกเขากลับเลือกส่งขนมปังไรย์มาให้ มันไม่ใช่ขนมปังที่คู่ควรกับองค์ราชันย์ของข้าเลยแม้แต่นิด!”

 

ลูเซียดูจะโกรธเคืองเป็นอย่างมากและดูเหมือนจะมีเรื่องส่วนตัวปนอยู่ด้วยในระดับหนึ่ง แต่แทนที่จะดุด่าว่ากล่าวคังชอลอินกลับเลือกที่จะชี้นำนางด้วยความใจเย็นแทน

 

“ลูเซีย”

 

“เจ้าค่ะ”

 

“ข้าจะพูดอีกแค่ครั้งเดียวว่าข้าพอใจ”

 

“แต่…”

 

“แน่นอนว่าหากได้เป็นไวน์คุณภาพดี ทอง หรืออัญมณีมาแทนของพวกนี้ข้าคงจะมีความสุขอย่างมาก ไม่ใช่ว่าข้าไม่ชอบสิ่งของที่เป็นวัตถุ อันที่จริงแล้วข้าชื่นชอบเรื่องเงินตรามากที่สุด”

 

นั่นคือความคิดที่ซื่อสัตย์ของคังชอลอิน

 

เงินน่ะหรือ?

 

ยิ่งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

 

เพื่อให้มีกองทัพที่แข็งแกร่งและทรงพลัง มันเป็นความคิดแบบพื้นฐานมากที่สุดที่จะต้องมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา เพื่อให้สามารถควบคุมแพนเจียได้ เงินจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ นอกจากนี้ก็เพื่อรักษาศักดิ์ศรีและสถานะของเขาบนโลก เขาต้องการเงินมากยิ่งขึ้น

 

“อย่างไรก็ตาม”

 

คังชอลอินพูดต่อ

 

“พวกเขาเองก็มีหน้าที่ของพวกเขา เป็นเพียงเกษตรกรธรรมดาแล้วเขาจะส่งทองมาให้ข้าได้อย่างไรจริงไหม? พวกเขาอาจต้องงดเว้นมื้ออาหารถึงสองมื้อเพื่อที่พวกเขาจะสามารถส่งสิ่งเหล่านี้มาให้ข้าได้”

 

“ถ้าคนจนส่งของกำนัลมาให้ด้วยสิ่งเล็กน้อยที่พวกเขามีอยู่ มันเป็นสิ่งที่ควรมองให้เห็นไปถึงหัวใจหลักของกำนัลนั้น เช่นนั้นแล้วสองพ่อลูกคู่นี้ไม่ใช่คนที่ซื่อสัตย์มากหรอกหรือถึงได้ส่งของที่มีความสำคัญกับพวกเขามาให้ข้า?”

 

“อ่า!”

 

ลูเซียอุทาน

 

“แน่นอนว่าถ้ามีการส่งด้วยทองคำและอัญมณีมันจะต้องดีกว่า แต่ของกำนัลแบบนี้ก็ไม่เลวเช่นกัน”

 

“นายท่านทรงเป็นผู้ปกครองที่ยุติธรรมเหลือเกิน! ประชาชนจะต้องรักและเทิดทูนองค์ราชันย์ของข้าอย่างมากเป็นแน่เจ้าค่ะ!”

 

“บางที”

 

คังชอลอินไม่ค่อยชอบใจกับฉายานามที่ลูเซียใช้เรียกเขานัก

 

เป้าหมายของเขาคือการรวมแพนเจียให้เป็นหนึ่ง! ซึ่งนั่นหมายถึงการเป็นจักรพรรดิ

 

สงครามกับเป้าหมายคือสิ่งที่เชื่อมโยงถึงกันและจะไม่มีวันแยกออกจากกันไปได้ สำหรับเขาแล้วเพื่อที่จะเติมเต็มความปรารถนานั้น เขาจะต้องสร้างบัลลังก์จากกองกระดูกและซากศพจำนวนนับไม่ถ้วนมาวางซ้อนทับกันเพื่อขึ้นไปให้ถึงชัย

 

เขาไม่ได้มีเมตตา

 

จะมีเกษตรกรทั่วไปคนไหนที่อยากทำสงครามกัน? จะมีอะไรที่ตรงกับความน่าสะพรึงกลัวของสงครามได้อีก? นานวันเข้าในที่สุดคังชอลอินก็กลายเป็นสัตว์ร้ายที่บ้าคลั่งแต่ในสงครามและไม่สามารถเป็นผู้ปกครองที่มีเมตตาได้อีกต่อไป

 

“นายท่านกำลึงคิดถึงสิ่งใดอยู่หรือเจ้าคะ?”

 

คังชอลอินส่ายหัวเล็กน้อยให้กับคำถามของลูเซียแล้วพูดว่า

 

“ข้าจะลงโทษพวกเขา”

 

“เจ้าคะ?”

 

ลูเซียดูสับสนเป็นอย่างมากกับคังชอลอินที่ชื่นชมพ่อและลูกสาวแต่ตอนนี้กลับบอกว่าจะลงโทษพวกเขาแทน

 

“ที่เจ้าพูดมาก็มีส่วนถูก ข้าพอใจจริงแต่อย่างน้อยพวกเขาก็ควรจะต้องถูกลงโทษเล็กน้อยที่ประทานสิ่งที่เรียบง่ายเช่นนี้ให้ข้า แต่งตั้งเกษตรกรที่ชื่อรัสเซลเลอร์ให้ดูแลการทำฟาร์มและมอบความรับผิดชอบอย่างหนักให้แก่เขา ไม่มีการลงโทษใดที่จะหนักไปกว่าการได้รับผิดชอบอะไรบางสิ่ง”

 

ลูเซียตกอยู่ในความหวั่นเกรงจากการพิจารณาของคังชอลอิน

 

สิ่งที่คังชอลอินสั่งไม่ได้เป็นแค่เพียงการลงโทษหากแต่เป็นรางวัล ภายในคำสั่งนี้ไม่ได้มีแค่เพียงความตั้งใจของคังชอนอินที่ยอมรับฟังคำแนะนำของลูเซียเพื่อลงโทษพ่อและลูกสาว แต่ยังรับทราบถึงหัวใจของพวกเขาที่ส่งมอบของกำนัลมาให้ เขาได้ฆ่านกสองตัวด้วยหินเพียงก้อนเดียว

 

‘องค์ราชันย์ของข้าช่างแตกต่างจากคนอื่น ๆ จริง!’

 

ลูเซียตกอยู่ในห้วงอารมณ์แห่งความเกรงขามคังชอลอินและพยายามคิดว่าเขาช่างมีความสามารถและความคิดที่แตกต่างเช่นนี้ได้อย่างไร ช่วงเวลานั้นความภักดีของลูเซียที่มีต่อคังชอลอินก็ยิ่งเพิ่มสูงมากขึ้น อย่างไรก็ตามคังชอลอินไม่เข้าใจว่าทำไมลูเซียถึงชอบทำเป็นเรื่องใหญ่โตและตัวสั่นอยู่บ่อยครั้ง

 

หลังจากวันนั้น คังชอลอินก็ใช้เวลาไปอีกหลายวันในการออกค้นหาเพื่อปราบสัตว์ประหลาด

 

การปราบปรามสัตว์ประหลาดซึ่งแต่เดิมควรจะใช้เวลา 3 – 4 วันยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งผ่านไป 10 วัน

 

ไม่ใช่เพราะคังชอลอินไร้ความสามารถ

 

อันที่จริงคังชอลอินและทหารคุ้มกันภายใต้การนำของเขาได้รับชัยชนะที่โดดเด่นในการต่อสู้กลับมาทุกครั้ง พวกเขาต่อสู้และสามารถเอาชนะสัตว์ประหลาดมาได้ทั้งหมด พวกเขาเป็นผู้ชนะที่ไม่เคยเกิดการสูญเสียเลยสักครา

 

อย่างไรก็ตามแม้จะมีการนำทัพที่ยอดเยี่ยมจากคังชอลอินเพียงใดแต่เหตุผลที่การปราบสัตว์ประหลาดใช้เวลานานนั่นเป็นเพราะสัตว์ประหลาดที่ชื่อ ‘ตัวตุ่นลูเทอร์’

 

‘ตัวตุ่นลูเทอร์’ เป็นตัวตุ่นที่มีขนาดเท่ากับสุนัขขนาดกลาง มันจะโจมตีมนุษย์โดยการทำให้มนุษย์ไม่สามารถขยับตัวได้ที่ตามข้อเท้าหรือส้นเท้า ปัญหาคือตัวตุ่นที่น่ารำคาญเหล่านี้มีอยู่ทั่วพื้นที่ที่ราบตอนเหนือ

 

[บทฝึกที่ 2] ปราบมอนสเตอร์

 

คำอธิบาย: กำจัดอสูรร้ายที่อาศัยอยู่ในดินแดน

 

รางวัล: ประสบการณ์ +250 / 20 ทอง

 

สถานะปัจจุบัน: 421/500

 

ตอนนี้เขาอยู่ที่ระดับ 8 แล้ว

 

ถ้าเขาปราบปรามสัตว์ประหลาดอีก 79 ตัวได้เขาจะเลื่อนระดับไปเป็น 9 และพร้อมที่จะจัดการบทฝึกที่ 1 ซึ่งเชื่อมโยงกับบทฝึกที่ 2 ซึ่งจะทำให้เขาขึ้นไปถึงระดับ 10

 

แต่ตัวตุ่นพวกนี้ก็ยังซุ่มโจมตีคังชอลอินและทหารของเขาอยู่ได้ทุกวัน เขาได้ออกคำสั่งให้ทหารขุดอุโมงค์และพยายามที่จะทำลายแหล่งกำเนิดของพวกมันแต่น่าแปลกที่สัตว์ประหลาดระดับต่ำพวกนี้กลับกำลังขัดขวางการดำเนินการของคังชอลอินได้อยู่ตลอด

 

“เฮ้อ”

 

คังชอลอินผู้ซึ่งกำลังตามล่าตัวตุ่นกับทหารคุ้มกันของเขาบนที่ราบทางเหนือมองขึ้นท้องฟ้าในช่วงเวลาพัก

 

‘ผ่านมา 10 วันแล้ว เราจำเป็นต้องกลับสู่โลกให้ได้ในอีก 2 วัน’

 

มันถูกเลื่อนออกไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาต้องดูแลแต่การกลับสู่โลกเดิมก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เช่นกัน เขาต้องกลับไปจ่ายเงินที่เขายืมมาและต้องไปฟังรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับควักจองจากปาร์คดูชิก นอกจากนี้ยัง …

 

‘แม่’

 

เขาต้องกลับไปหาแม่ของเขาที่อยู่เพียงลำพัง

 

ตั้งแต่ที่เขาได้เข้ามาสู่โลกใบนี้ครั้งแรกเมื่อ 10 ปีก่อนเขายังไม่เคยกลับไปหาแม่ตัวเองเลยสักครั้ง

 

โดยไม่ได้ตั้งใจ แต่สำหรับคังชอลอินที่ไม่เคยสนใจครอบครัวของเขาเลยเป็นเวลา 10 ปีทำให้เขารู้สึกผิดอย่างมาก เพราะหากการตายของเขาในครั้งนั้นไม่ได้รับการมาเกิดใหม่ แม่ของเขาจะไม่รู้เลยว่าลูกชายตัวเองได้ตายจากไปแล้ว

 

‘ต้องกลับไปหาแม่บ่อย ๆ’

 

คังชอลอินสาบานว่าเขาจะดูแลแม่ของเขาให้ดีขึ้น

 

แต่ทันใดนั้น

 

“องค์ราชันย์!”

 

ทหารสังเกตการณ์ที่อยู่ในช่วงพักร้องตะโกนขณะชี้ขึ้นไปบนฟ้า ท่ามกลางอากาศมีบางสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเวทมนตร์โดยมีแสงสีน้ำเงินเปล่งประกายออกมาขณะที่มันกำลังวนอยู่เหนือกองทหาร

 

ใบหน้าของคังชอลอินแข็งทื่อในทันใด

 

‘มาได้อย่างไร?!’

 

มันคือหน่วยสอดแนมที่ถูกส่งมาโดยราชันย์คนอื่นที่มีชื่อเรียกว่า “เหยี่ยวสอดแนม”

.

.

The Overlord of Blood and Iron

The Overlord of Blood and Iron

Author:
มหาศึกจอมราชันย์ The Overlord of Blood and Iron บทนำ คังชอลอิน จอมราชันย์ผู้แกร่งกล้าจนใครต่างต้องสยบ เหตุสูญเสียทำให้เขาต้องย้อนเวลากลับไปเพื่อพิชิตกับความท้าทายอีกครั้งในการขึ้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่และผู้ควมคุมทวีปแพนเจีย คังชอลอินจะสามารถเอาชนะจอมราชันย์ทั้งเก้าเพื่อปกครองทวีปแพนเจียได้หรือไม่?!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset