The Overlord of Blood and Iron – ตอนที่ 2: วิกฤตสัมบูรณ์ แต่…

ตอนที่ 2: วิกฤตสัมบูรณ์ แต่…

 

‘ได้ ในเมื่อทุกอย่างมันกลายมาเป็นแบบนี้ บางทีนี่อาจเป็นหนทางที่ดีที่สุด’

 

ด้วยเหตุผลบางประการ

 

คังชอลอินยกยิ้ม

 

‘เรามุ่งเน้นกำลังทางด้านทหารมากเกินไป การเพิกเฉยต่อความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจก็เป็นอันตรายได้เช่นกัน อีกทั้งยังเพิกเฉยต่องานเอกสารจนไม่มีเวลาไปมุ่งเน้นนโยบายต่าง ๆ  … ด้วยความก้าวหน้าของสงครามที่เนิบช้าและไร้การเคลื่อนไหวเราจึงละเลยการรวบรวมข่าวกรองและการทูตไปทั้งสิ้น ถ้าเราไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์ที่ดีไว้ได้เราก็ควรมีข้อมูลและมีไหวพริบที่ดีให้มากกว่านี้ เช่นนั้นก็คงไม่ถูกล้อมโจมตีแบบนี้’

 

แม้กำลังจะเผชิญหน้ากับหายนะครั้งใหญ่ทว่าจิตใจของคังชอลอินกลับเต็มไปด้วยความสงบและเยือกเย็น

 

หากศัตรูรู้ถึงสถานะปัจจุบันของคังชอลอินในตอนนี้ พวกเขาคงคิดว่าควรจะล่าถอยไปก่อนดีหรือไม่หรือจะพุ่งชนต่อไปทั้งอย่างนี้เพราะไม่มีอะไรจะเสียแล้วนอกจากความเสียใจกับความสงบเยือกเย็นที่คังชอลอินมี

 

“นายท่าน! เราต้องการคำสั่งจากนายท่านเพื่อสู้กับศัตรูนะขอรับ!” อัลเฟรดอ้อนวอนต่อคังชอลอิน เขากำลังเป็นกังวลกับสถานการณ์ในปัจจุบันนี้อย่างมาก มันเป็นที่เข้าใจได้เมื่อพิจารณาถึงภัยคุกคามที่กำลังใกล้เข้ามา

 

“อัลเฟรด”

 

“ขอรับ นายท่าน”

 

“อย่าได้ทำตัวผลีผลามและอย่าได้แสดงความหวาดกลัว รักษาศักดิ์ศรีของเจ้าไว้ซะ เรายังไม่แพ้ซะทีเดียว”

 

“นายท่าน…?”

 

อัลเฟรด พ่อบ้านแวมไพร์ผงะกับความสงบนิ่งของคังชอลอินก่อนจะรวบรวมสติและคืนความสงบของตัวเขาเองกลับคืนมาหลังจากนั้นได้ไม่นาน ในฐานะที่เป็น NPC อัลเฟรดไม่สามารถรับรู้ถึงความคิดความอ่านของคังชอลอินได้

 

“เรียกรวมแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ทั้งห้าและส่งกองกำลังทั้งหมดออกจากวัลฮัลลาไปพบกับศัตรูเท่าที่จะเร็วได้”

 

“นายท่าน…! ทำเช่นนั้นไม่ได้นะขอรับ! นายท่านไม่คิดหรือว่าการเตรียมการป้องกันจะเป็นการดีกว่า? การพุ่งชนโดยตรงจะทำให้วัลฮัลลาเสียเปรียบอย่างมากนะขอรับ!”

 

ใช่ มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ

 

แต่แม้จะมีโอกาสเพียง 1% ที่จะออกจากสถานการณ์นี้ได้มันก็ยังดีกว่าการป้องกันจากการถูกล้อม

 

“มันจะเป็นการยืดเยื้อและเสียเวลาโดยใช่เหตุสำหรับการต่อสู้ที่ถึงอย่างไรก็รู้ผลลัพธ์อยู่แล้ว เราต้องเผชิญหน้ากับศัตรูโดยตรงแทนการเป็นคนขี้ขลาด”

 

“นายท่าน…!”

 

“ไม่ต้องกังวล”

 

“… “

 

“เราอาจจะแพ้ในวันนี้แต่มันจะไม่ใช่ในครั้งต่อไป”

 

ช่างฟังดูไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย

 

เห็นได้ชัดว่าการพ่ายแพ้ในวันนี้จะนำไปสู่การกำจัดและการทำลายล้าง แต่คังชอลอินกลับสงบและเยือกเย็นกว่าที่คนทั่วไปจะรู้สึกได้

 

“ลูซี่, เบลล่า!”

 

เมื่อคังชอลอินเรียกชื่อของพวกนาง ลูซี่และเบลลาทริกซ์ หน่วยรักษาการณ์เอล์ฟแห่งความมืดที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดด้านหลังบัลลังก์ก็ปรากฏตัว

 

“เจ้าค่ะ นายท่าน”

 

“เรียกหาพวกเราหรือเจ้าคะ”

 

ลูซี่และเบลล่าเป็น NPC เช่นเดียวกับอัลเฟรด พวกนางเป็นหน่วยรักษาการณ์ที่เชี่ยวชาญด้านเวทมนตร์และศิลปะการต่อสู้ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าราชันย์ระดับกลางส่วนใหญ่

 

“ดาบและชุดเกราะของข้า”

 

ทันทีที่สิ้นคำพูดของคังชอลอิน ลูซี่และเบลล่าก็ได้นำอาวุธมหากาพย์ ‘ฟรากราค’ดาบแห่งสงครามและ‘วัลลี’ชุดเกราะแห่งการล้างแค้นออกมา ด้วยสิ่งเหล่านี้จึงทำให้คังชอลอินเป็นจอมราชันย์แห่งสงครามที่รู้จักกันดีในนาม ‘จอมราชันย์นักล่า’

 

‘อล็กซ์ รอสต์ไชลด์และลีกงมยอง’

 

เขายังคงสงบจิตสงบใจเรื่องของศัตรูในขณะสวมชุดเกราะเตรียมทำสงครามโดยมีเบลล่าและลูซี่คอยช่วยเหลือ

 

เขาตัวสั่นด้วยความโกรธเมื่อนึกถึงคนสองคนที่ได้นำความพินาศมาสู่เขา เขาถือเป็นหนึ่งในผู้สมัครที่มีศักยภาพมากที่สุดสำหรับการร่วมรวมแพนเจียให้เป็นปึกแผ่นแต่มันกำลังจะไม่ใช่เขาอีกต่อไป

 

เขาเหยียบย่ำพวกนั้นมานับครั้งไม่ถ้วนแต่พวกนั้นก็ยังกลับมามีชีวิตรอดต่อได้เหมือนแมลงสาบที่วนเวียนไม่รู้จักจบ หากจะบ่งชี้ให้แม่นยำมากขึ้นก็คงบอกได้ว่าพวกนั้นไม่ใช่จอมราชันย์หากแต่เป็นซอมบี้ เขารู้สึกเสียใจที่ปล่อยคนพวกนั้นเอาไว้แทนที่จะฆ่าหรือปราบปรามให้จบสิ้นไป แต่เนื่องจากสิ่งต่าง ๆ มาถึงจุดนี้แล้ว เขาจะทำให้พวกนั้นได้รู้ซึ้งถึงความโกรธของจอมราชันย์คังชอลอินและวัลฮัลลาด้วยสงครามอันยิ่งใหญ่นี้เอง

 

.

.

.

 

ตู้ม! ตู้ม!

 

ไซโมดัส เต่าขนาดยักษ์ที่หายใจเป็นไฟและลาวากำลังเคลื่อนตัวไปยังกองบัญชาการใหญ่ของคังชอลอิน พวกเขามีกองกำลังทั้งหมด 15,000 กองกำลังเมื่อรวมระหว่างสหภาพกัลเวกและพันธมิตรบัลเดอร์เข้าด้วยกัน รวมถึงทหาร 2,000 นายที่กำลังประจำการอยู่ที่กองบัญชาการใหญ่

 

“นายท่าน”

 

ลีกงมยอง ผู้บงการอยู่เบื้องหลังทั้งหมดหันหน้าเข้าหาอเล็กซ์ รอสต์ไชลด์ผู้นำของเขา

 

“ท่านคิดจะสู้กับคังชอลอินแบบตัวต่อตัวจริงหรือขอรับ?”

 

อเล็กซ์ รอสต์ไชลด์ใส่ชุดเกราะที่แต่งแต้มด้วยสีขาวและสีทองมาเต็มยศ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในจอมราชันย์ อาวุธของเขาเองก็เป็นอาวุธมหากาพย์ด้วยเช่นกัน

 

“ข้ามั่นใจว่าเจ้านั่นจะไม่ยอมยืนนิ่งมองดูเฉย ๆ เป็นแน่”

 

“แต่นายท่าน คังชอลอินเต็มไปด้วยความแข็งแกร่งอย่างยิ่งนะขอรับ การสู้แบบตัวต่อตัวไม่อาจเอาชนะเขาได้ หรือแม้จะมีคนร่วมสู้ด้วยจำนวนมากก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายอีกเช่นกัน คังชอลอินถือเป็นนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดในแพนเจีย ชีวิตของท่านจะตกอยู่ในอันตรายได้หากต้องไปสู้กับเขา”

 

“นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมข้าถึงต้องไปออกสู้กับมันร่วมกับคนอื่น ๆ เช่นนี้ การโจมตีแบบร่วมมือกันจากจอมราชันย์คนอื่น ๆ จะนำโอกาสแห่งชัยชนะมาสู่เรา อีกทั้งเรายังมีกองกำลังทางทหารจำนวนมากนี่อีก”

 

“แต่…”

 

“ชำระแค้น”

 

ลีกงมยองไม่ได้กล่าวอะไรต่อทันทีที่อเล็กซ์ รอสต์ไชลด์กล่าวคำนั้นออกมา

 

มันเป็นคำที่เข้าใจได้ง่าย

 

ตั้งแต่สงครามแร็กนาร็อกเริ่มขึ้นเมื่อเจ็ดปีก่อน อเล็กซ์ รอสต์ไชลด์ถูกขังอยู่ในกลอุบายของคังชอลอินและต้องพยายามดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด เขาสูญเสียลูกน้องสองคนที่มีค่าราวกับว่าพวกเขาคือพี่น้องแท้ ๆ ไป รวมถึงป้อมปราการไซโมดัสของเขาเองก็ถูกย่ำยีด้วยเช่นกัน และมันไม่ใช่เพียงหนึ่งหนที่เกิดขึ้นแต่เป็นถึงสี่

 

หากไซโมดัสไม่ใช่ป้อมปราการเคลื่อนที่ อเล็กซ์ รอสต์ไชลด์คงจะถูกบดขยี้ด้วยน้ำมือของคังชอลอินไปนานแล้ว

 

“ข้าต้องล้างแค้นให้กับความตายของพวกเขา ต้องตอบแทนสำหรับความอัปยศที่มันเคยมอบให้เมื่อในอดีต หากไม่ใช่วันนี้ข้าจะไม่สามารถล้างแค้นมันได้อีกต่อไป บางทีหากเป็นวันอื่นข้าคงหลีกเลี่ยงแต่ไม่ใช่สำหรับวันนี้”

 

เขากล่าวอย่างแน่วแน่ด้วยจิตใจที่เตรียมพร้อม ไม่ว่าลีกงมยองจะพูดอย่างไรก็ไม่สามารถโน้มน้าวจิตใจเขาได้ดังนั้นลีกงมยองจึงไม่ได้พูดอะไรต่อไปอีก

 

“คงจะดีถ้าเราสามารถทำลายมันได้โดยการโจมตีของโซโมดัสเพียงลำพัง … มันคงจะแย่มากหากเป็นแบบนั้น” อเล็กซ์ รอสต์ไชลด์กล่าวด้วยความผิดหวัง

 

“แม้จะเป็นวลีที่ใช้กันโดยทั่วแต่ ‘คนสุดท้ายที่ยืนอยู่คือผู้ชนะ’ คังชอลอินแข็งแกร่งมาก เขาจะไม่ยอมโค้งงอให้กับสายลมแม้ว่าสายลมนั้นจะพังทำลายเขามากเพียงใด … ข้อบกพร่องของเขาไม่ใช่เพราะเขาไม่แข็งแกร่งแต่เป็นการแข็งแกร่งเกินไปนี่ต่างหาก”

 

“ใช่ และถ้ามันระวังตัวมากกว่านี้ก็คงไม่เป็นเช่นนี้”

 

“ขอรับ นั่นคือหนึ่งในเหตุผลที่ข้าเลือกนายท่าน ไม่ใช่คังชอลอิน”

 

ในขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน ทหารของวัลฮัลลาก็ได้เปิดเผยตัวขึ้นในระยะไกล

 

“เป็นไปไม่ได้…!”

 

ลีกงมยองอุทานเมื่อได้เห็นในสิ่งที่กำลังรอเขาอยู่

 

“นายท่าน! ที่ตรงนั้น! กองทัพขนาดใหญ่! เขายอมแพ้ต่อสงครามล้อมและเลือกเผชิญหน้าแทน…!”

 

ทางเลือกของคังชอลอินเป็นหนึ่งในสิ่งที่โง่เขลา แต่ก็ประสบความสำเร็จในการสร้างความประหลาดใจได้เป็นอย่างดี

 

“เป็นไปไม่ได้…!”

 

อเล็กซ รอสต์ไชลด์ไม่สามารถซ่อนความประหลาดใจของเขาได้เช่นกัน

 

“กงมยอง หรือนี่จะเป็นกับดัก แม้ว่าคังชอลอินจะบ้าบิ่นแต่การเผชิญหน้าแบบนี้มันจะเกินไปหรือไม่!”

 

เขาได้รับความทุกข์ทรมานอย่างมากจากคังชอลอินจนมาถึงตอนนี้ เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะผงะกับการเลือกเผชิญหน้าของคังชอลอินจากการคุกคามที่สมบูรณ์แบบ

 

“ไม่ขอรับ มันไม่ใช่กับดัก”

 

ลีกงมยองมีความคิดที่ต่างออกไป

 

“มันเป็นความทะนงตนที่เขามี”

 

“ความทะนงตน?”

 

“ขอรับ ข้ามั่นใจว่าเป็นเช่นนั้น”

 

ลีกงมยองกล่าวอย่างมั่นใจ

 

“ตามข้อมูลที่เพิ่งได้รับมา กองบัญชาการของเฮคาเต้ถูกทำลายโดยสหภาพกัลเวกเรียบร้อยแล้ว อเลสเตอร์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพอิชตาร์เองก็กำลังอยู่ที่นั่น”

 

นิ้วของลีกงมยองชี้ไปยังจอมราชันย์อเลสเตอร์ซึ่งกำลังนั่งอยู่บนมังกรกระดูก ซากศพของสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่

 

“เขาคงคิดได้ว่าเขาไร้ซึ่งความหวังในการชนะกับศึกครั้งนี้เขาจึงออกมาพร้อมการเปิดตัวเช่นนี้ การลากสงครามให้ยืดเยื้อไม่ใช่วิถีของคังชอลอิน”

 

“โอ้…!”

 

“การเปิดตัวเช่นนี้ …. นั่นไม่ใช่เพียงสัญลักษ์ตัวตนของคังชอลอินเท่านั้น แต่มันหมายความว่าเขาจะไม่ยอมร้องขอชีวิตและไม่พยายามซ่อนให้ตัวเองรอดจากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น นี่แหละคือสิ่งที่เขาเป็น”

 

ทุกอย่างเป็นไปตามการคาดการณ์ของนักยุทธศาสตร์อัจฉริยะอย่างลีกงมยอง

 

เขาได้เห็นความตั้งใจของคังชอลอินมาโดยตลอดจึงมอบความมั่นใจให้กับจอมราชันย์ที่นั่งอยู่ด้านข้าง… เห็นได้ชัดว่าทำไมคังชอลอินถึงได้รู้สึกเสียใจนักที่ไม่มีลีกงมยองเป็นพวกของตัวเอง

 

“นายท่าน ออกคำสั่งโจมตีอย่างเต็มกำลังเถอะขอรับ ตราบใดที่คังชอลอินได้เลือกสงครามเช่นนี้แล้วมันไม่มีทางอื่นนอกจากทำลายทิ้งไปให้หมด”

 

“อย่างนั้นหรือ?”

 

“ขอรับ”

 

“งั้นก็จงทำเช่นนั้นไป”

 

อเล็กซ์ รอสต์ไชลด์พยักหน้าให้กับลีกงมยองผู้เป็นที่ปรึกษาของเขา

 

.

.

.

 

การปะทะครั้งใหญ่ที่คิดว่าจะจบลงอย่างง่ายดายกินเวลานานถึง 3 วัน 3 คืน วัลฮัลลามีกำลังทางทหารที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริงและคังชอลอินก็ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่ยอดเยี่ยมทางการต่อสู้ในศึกครั้งนี้

 

แต่ขีดจำกัดของเขามาได้แค่เพียง 3 วัน

 

เดิมทีเขากำลังเป็นต่อด้านกองกำลัง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับจำนวนที่ล้นหลามก็ไม่อาจรับมือไหวได้

 

ในที่สุดแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ทั้งห้าแห่งวัลฮัลลาก็ล้มลงไปทีละคน คังชอลอินถูกผลักให้กลับไปยังบัลลังก์กองบัญชาการใหญ่ของวัลฮัลลา และเป็นตามที่คาดการณ์ไว้จากทั้งสองฝ่าย คังชอลอินพ่ายแพ้

 

“ไง มากันแล้วหรอ?”

 

คังชอลอินที่นั่งอยู่คนเดียวบนบัลลังก์ทักทายเหล่าจอมราชันย์ผู้เป็นศัตรูที่ร่วมมือให้เกิดศึกในครั้งนี้

 

ด้วยความตกตะลึง จอมราชันย์ฝ่ายพันธมิตรกำลังสูญเสียคำพูด

 

ขณะนั้นเองราวกับบทบาทได้สลับฝั่ง ดูเหมือนคังชอลอินที่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้คือผู้ชนะและจอมราชันย์ฝ่ายศัตรูที่เป็นผู้ชนะคือฝ่ายพ่ายแพ้

 

เช่นนี้ คังชอลอินจึงยังคงภาคภูมิใจในตัวเอง

 

ใบหน้าของคังชอลอินที่นั่งอยู่บนบังลังก์ไม่ใช่ใบหน้าของผู้พ่ายแพ้แต่อย่างใด รอยยิ้มแสยะแผ่กระจายทั่วใบหน้าราวกับว่าเขากำลังมองอย่างดูถูกไปยังจอมราชันย์คนอื่น ๆ

 

“คงคิดไม่ถึงว่าตัวเจ้าจะพ่ายแพ้ล่ะสินะ?”

 

ในที่สุดอเล็กซ์ รอสต์ไชลด์คู่ต่อสู้ของคังชอลอินก็พูดขึ้น

 

“เพราะข้าเหยียบย่ำเจ้ามานับครั้งไม่ถ้วนอย่างนั้นหรือ?”

 

ดูเหมือนว่าอเล็กซ์ รอสต์ไชลด์จะพ่ายแพ้ต่อการยั่วยุของอีกฝ่าย

 

ใครจะไปคิดว่าจะเป็นเขาที่ได้เป็นคนส่งคังชอลอินไปยังเงื้อมมือแห่งความตาย มันเป็นความรู้สึกแปลกใหม่ที่เกิดกับเขาเป็นครั้งแรก

 

คังชอลอินเย้ยหยัน

 

“… !”

 

“ทำไม? ผิดหวังกับปฏิกิริยาของข้าอย่างนั้นหรือ? ถ้าให้เดา…พวกเจ้าคงจะพอใจยิ่งกว่านี้ถ้าข้าร้องห่มร้องไห้และตื่นกลัวเหมือนที่พวกเจ้าเคยเป็นกันล่ะสิ หึ พวกขี้แพ้”

 

เมื่อสิ้นคำพูด อเล็กซ์ รอสต์ไชลด์เกือบจะพุ่งเข้าไปแทงตัวคังชอลอินเสียให้จบ ๆ

 

เขายังกระตุ้นอารมณ์ความโกรธของคนอื่นในสภาพเช่นนี้ได้อย่างไร?

 

การเย้ยหยันของเขาเพียงพอแล้วที่จะทำให้ทุกคนเป็นบ้า

 

“มันคงเสียสติไปแล้ว”

 

อเลสเตอร์ จอมราชันย์หมอผีที่เงียบมาตลอดพูดขึ้น เขาถอดกะบังหมวกในชุดเกราะกะโหลกออกเผยให้เห็นใบหน้าที่หยาบช้าและสัปดน

 

“เจ้าคงคิดไม่ถึงเลยล่ะสิ ห้ะ? แต่แล้วเจ้าจะไปมีปัญญาทำอะไรได้? นี่คือสิ่งที่เจ้าควรจะได้รับจากการอวดดีและหยิ่งผยอง”

 

อเลสเตอร์ยิ้มเยาะให้คังชอลอิน

 

และการตอบรับที่ได้กลับมานั้น …

 

“หุบปาก”

 

“… !”

 

มันเป็นคำสั่งที่น่ากลัวมากพอจะส่งความหนาวเหน็บลงไปถึงกระดูกแม้จะมีสถานะเป็นจอมราชันย์ด้วยเช่นกัน

 

“หุบปากของเจ้าซะก่อนที่ข้าจะทำลายกะโหลกศีรษะของเจ้าทิ้ง ข้าไม่ต้องการพูดกับคนทรยศไร้ค่าเช่นเจ้า”

 

“… !”

 

ด้วยความรังเกียจ คังชอลอินหันหน้าหนีจากอเลสเตอร์กลับไปที่อเล็กซ์ รอสต์ไชลด์อีกครั้ง

 

“นี่ รอสต์ไชลด์” เขาชี้ไปที่อเล็กซ์ รอสต์ไชลด์ด้วยการเชิดคาง

 

“เจ้าทำงานอย่างหนักมาโดยตลอดเพื่ออุดมการณ์ที่ยุติธรรมและยิ่งใหญ่”

 

“เจ้าหมายถึงอะไร?”

 

อเล็กซ์ รอสต์ไชลด์ตอบกลับ

 

“ข้ากำลังพูดถึงอะไรน่ะเหรอ? เอาล่ะ หากเจ้าจะรับบทคนโง่ข้าก็จะบอกใบ้ให้ เจ้าต้องการครอบครองแพนเจียทั้งหมดก็เพื่อตัวเจ้าเองแต่แกล้งทำเป็นไม่อยากได้ สิ่งนี้คงทำให้เจ้ารู้สึกตัวตื่นอยู่ตลอดคืนเลยใช่ไหม?”

 

“ไม่ใช่ ข้าไม่เหมือนกับเจ้า”

 

“ฮา! แตกต่างจากข้า? ข้าจำนิสัยของตัวเองได้ดีและเจ้าเองก็เป็นเหมือนกัน นอกจากจะแกล้งทำเป็นทูตแห่งสวรรค์แทนที่จะเป็นคนซื่อตรงเหมือนอย่างข้าแล้วเจ้ายังทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับตัวเองให้ได้มากที่สุดอีกต่างหาก และตอนนี้เจ้าก็กำลังแกล้งทำว่าตัวเจ้าไม่ใช่แบบนั้น”

 

“ปีศาจเท่านั้นที่จะรู้จักปีศาจ … คังชอลอิน สิ่งนั้นมันตัวเจ้าเองนั่นแหละ!”

 

“อย่างนั้นเหรอ แต่มันเหมือนกับว่าเจ้าจะฆ่าคนทรยศก่อนที่ข้าจะจากไปเสียอีกนะ”

 

สิ้นประโยค อเลสเตอร์ผู้ทรยศก็ตัวสั่นผวา

 

“ขี้ขลาด” คังชอลอินหันไปเย้ยหยันอเลสเตอร์ก่อนจะพูดต่อ

 

“ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น ทุกอย่างก็เป็นเรื่องของพวกเจ้าหลังจากที่ข้าตายไปแล้ว ในตอนนี้เจ้าจงจบมันซะ”

 

จากนั้นคังชอลอินก็ปลดอาวุธของตัวเองและอ้าแขนกว้าง

 

“เจ้าวางแผนอะไร? คังชอลอิน”

 

รอสต์ไชลด์ถามขณะตั้งการ์ดป้องกัน

 

“จะเป็นคนงี่เง่าที่ไม่รู้จักหยุดหย่อนเลยใช่ไหม? แค่นี้ก็ไม่เข้าใจหรืออย่างไร?”

 

“เจ้าจะยอมตาย?”

 

“คงจะอย่างนั้น ข้าไม่ต้องการร้องไห้และวิ่งหนีไปเหมือนใครบางคนหลังถูกโจมตีแค่นิด ๆ หน่อย ๆ ข้าไม่ต้องการกลับไปมีชีวิตเฉกเช่นแมลงสาบ มันไม่ใช่วิถีของข้า”

 

เป็นคำพูดที่โจมตีโดยตรงถึงรอสต์ไชลด์จนทำให้เขาถึงกับหมดความอดทน

 

ดาบของรอสต์ไชลด์ที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นส่องประกายแวววาวขณะที่มันเจาะทะลุผ่านหัวใจของคังชอลอิน

 

“ชัยชนะของข้า! คังชอลอิน!”

 

“ใช่ ๆ สนุกไปกับสิ่งที่เจ้าต้องการได้เลย” คังชอลอินหัวเราะ

 

“แต่วันนี้จะเป็นวันแรกและวันสุดท้ายที่เจ้าจะได้รับชัยชนะ … “

 

“หุบปาก!”

 

ดาบของรอสต์ไชลด์ส่องแสงประกายอีกครั้ง

 

จากนั้นศีรษะของคังชอลอินก็ร่วงหล่นและกลิ้งไปบนพื้น

 

ตาย

 

จอมราชันย์คังชอลอินผู้ยิ่งใหญ่จบชีวิต

 

“ชัยชนะ … ชัยชนะของข้า! คังชอลอิน!”

 

อเล็กซ์ รอสต์ไชลด์ประกาศชัยชนะของเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ

 

มันเป็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความน่ากลัว

 

เป็นใบหน้าของชายผู้เอาชนะศัตรูที่มักดูหมิ่นเขาและเขาก็กลัวเกรงเหมือนอย่างปีศาจได้สำเร็จ อย่างไรก็ตามใบหน้าที่น่ากลัวของเขาได้จางหายไปและถูกแทนที่ด้วยความสุขและความสำเร็จ

 

“ทุกคนทำได้ดีมาก!”

 

อเล็กซ์ รอสต์ไชลด์กล่าวพลางหันไปมองจอมราชันย์คนอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงอเลสเตอร์

 

“และตอนนี้ หัวนี้ก็จะเป็น…”

 

ขณะที่รอสต์ไชลด์กำลังจะเดินเข้าไปถือศีรษะของคังชอลอินมาให้ทุกคนได้เห็นและเฉลิมฉลองไปกับชัยชนะ ทันใดนันพวกเขาก็หยุดทุกการกระทำ

 

แคร่ก!

 

พื้นเบื้องล่างเริ่มสั่นไหว

 

มันดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งที่ดี

 

การสั่นสะเทือนที่พวกเขารู้สึกได้ใต้เท้าเริ่มดังขึ้นและใกล้ขึ้นมาเรื่อย ๆ มันเป็นลางสังหรณ์ที่แปลก ราวกับว่า … จะมีการระเบิดครั้งใหญ่เกิดขึ้น

 

“ไม่มีทาง…!”

 

รอสต์ไชลด์ตะโกน

 

“ระเบิดฆ่าตัวตาย!”

 

“เราต้องรีบออกจากที่นี่!”

 

“คังชอลอิน ไอ้คนน่ารังเกียจ!”

 

และเมื่อทุกคนรับรู้ได้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พายุที่รุนแรงก็พัดเข้าหาพวกเขาด้วยเสียงดังปัง มันเป็นกลยุทธ์ทางสงครามที่น่ารังเกียจและหยาบช้ายิ่งนัก

 

.

.

.

 

“โง่เง่า โง่เขลา โง่บรม”

 

คังชอลอินยิ้มเยาะขณะพึมพำ

The Overlord of Blood and Iron

The Overlord of Blood and Iron

Author:
มหาศึกจอมราชันย์ The Overlord of Blood and Iron บทนำ คังชอลอิน จอมราชันย์ผู้แกร่งกล้าจนใครต่างต้องสยบ เหตุสูญเสียทำให้เขาต้องย้อนเวลากลับไปเพื่อพิชิตกับความท้าทายอีกครั้งในการขึ้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่และผู้ควมคุมทวีปแพนเจีย คังชอลอินจะสามารถเอาชนะจอมราชันย์ทั้งเก้าเพื่อปกครองทวีปแพนเจียได้หรือไม่?!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset