The Overlord of Blood and Iron – ตอนที่ 32: รวมกลุ่มกับนักผจญภัย

ตอนที่ 32: รวมกลุ่มกับนักผจญภัย

 

‘เดี๋ยวก่อน นั่นมัน ก่อนทัพ…?’

 

บิลลี่ที่วิ่งนำออกมาจนระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงต้องรู้สึกประหลาดใจที่คังชอลอินไม่ได้อยู่คนเดียวหรือมากับคนรักแบบที่เขาคิดในตอนต้น

 

‘คน ๆ นั้นคือจอมราชันย์?’

 

จากนั้นเขาก็ต้องประหลาดใจอีกครั้งเมื่อได้เห็นสายตาคังชอลอินจับจ้องมา

 

ทันใดนั้นบิลลี่ก็คิดว่าคังชอลอินคงไม่ใช่นักผจญภัยธรรมดา ๆ ทั่วไปแบบอย่างเขา

 

อันดับแรกด้วยชุดเกราะที่เขาสวมใส่และไอเทมที่เขามีอยู่ติดตัวมันอยู่กันคนละระดับอย่างเห็นได้ชัด

 

อาวุธของคังชอลอินเป็นไอเทมระดับหายากและแตกต่างไปจากเกราะและอาวุธราคาถูกของนักผจญภัยคนอื่น ๆ ขวานของบิลลี่กลายเป็นเพียงก้อนโลหะทื่อ ๆ ไปในทันทีเมื่อเทียบกับดาบที่คังชอลอินมีติดตัว การปรากฏตัวของคังชอลอินเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บิลลี่รู้สึกนอบน้อมซึ่งต่างไปจากเจตนาแรกของเขา

 

สายตาที่จับจ้องทุกสิ่งด้วยความมุ่งมั่น ไหล่ผายกว้างที่ราวกับมีแสงสว่างส่องจ้าสู่สายตาทำให้บิลลี่สรุปได้ว่าคังชอลอินไม่ใช่นักผจญภัยเสี่ยงโชคอย่างที่เขาคิดในตอนแรก

 

“นักผจญภัยงั้นรึ?”

 

คังชอลอินพูดด้วยน้ำเสียงเอื่อย ๆ ทันทีที่เขาได้เห็นหน้าบิลลี่

 

“ช ใช่…”

 

บิลลี่ตอบกลับติดอ่าง ความคิดในการจะสั่งสอนบทเรียนให้กับจอมราชันย์ในตอนแรกเป็นอันสูญหายดับสิ้น

 

‘บ้าเอ๊ย…แล้วข้าจะเอาชนะคนทั้งหมดนี้ได้อย่างไรกัน?’

 

หากว่ากันตามตรงบิลลี่เป็นแค่เพียงไก่อ่อนที่ขี้กลัว

 

เขาถูกข่มขู่ด้วยรัศมีความยิ่งใหญ่ของคังชอลอิน นอกจากนี้ยังมีสายตาที่เยือกเย็นของลูเซียและสายตาเพริศพรายของโพดอลส์กี้ที่มองมาและสามารถกระตุ้นความตื่นตระหนกของเขาได้อีกเช่นกัน

 

รวมถึงทหารสิบนายที่มีหน้าที่ดูแลเกวียนบรรทุกที่ดูพร้อมจะต่อสู้ได้ทุกเมื่อ หากเขากระทำการอะไรที่ไม่สมควรโดยไม่คิดให้ดี ๆ คงได้กลายเป็นร่างไร้วิญญาณที่ถูกหอกเสียบเพื่อเป็นอาหารให้กับคนเหล่านี้แทน

 

“เจ้าเดินเร็วมาก จนเกือบจะเป็นการวิ่ง”

 

คังชอลอินเริ่มพูดกับบิลลี่เพราะไม่แน่ใจถึงจุดประสงค์ที่บิลลี่ต้องการจะทำ

 

“โอ้ เอ่อ นั่นเพราะบังเอิญข้ามาสาย…”

 

บิลลี่สะดุ้งเฮือกทันทีที่คังชอลอินเอ่ยถามเข้าประเด็น

 

“เอ่อ ไม่ ไม่ใช่ ๆ นั่นมันแค่เพราะข้าสงสัยเหตุใดเจ้าถึงมาช้ากว่าเวลานัดพบนัก…ข้าแค่สงสัยว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่…เพราะที่นี่ไม่มีเครื่องมือสื่อสารดังนั้นหากเกิดอะไรขึ้นมา…”

มันคือข้อแก้ตัวแบบง่าย ๆ ทั่วไป

 

‘แบบนี้นี่เอง…’

 

คังชอลอินสามารถมองถึงเจตนาแรกของบิลลี่ได้ในทันทีเพียงแต่เขาไม่ได้แสดงมันออกไป นอกจากนี้เขายังรับบทไม่รู้เรื่องรู้ราวเพื่อให้บิลลี่ยังคงอยู่ในจุดที่น่าอึดอัดใจต่อ

 

“งั้นรึ? ข้านึกว่าเจ้ามีความโกรธเคืองอะไรสักอย่างกับข้าเสียอีก”

 

“ไม่! ไม่เลย ๆ”

 

“เจ้าไม่ได้อารมณ์เสียหรอกหรือ?”

 

“ไม่ ข้าไม่ได้เป็นอะไร”

 

“งึ้นรึ?”

 

“ช ใช่!”

 

หากมนุษย์มีหางเหมือนอย่างสัตว์ ตอนนี้บิลลี่คงเปรียบเหมือนการม้วนหางของตัวเองเข้าระหว่างขาเมื่อโดนคำพูดของคังชอลอินและสายตาของคนที่เขาพามาด้วยข่มขวัญ

แม้แต่คนที่บอกกับทุกคนว่าตัวเองเป็นคนที่มีปัญหาด้านการจัดการกับอารมณ์ก็ยังสามารถควบคุมความโกรธของตัวเองได้เป็นอย่างดีเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความแข็งแกร่งเช่นนี้

 

“เช่นนั้นจงนำทาง” คังชอลอิลกล่าว

 

“ดะ ได้”

 

บิลลี่รู้สึกอับอายเป็นอย่างมากแต่เขาไม่มีทางเลือกอื่น เขาไม่มีความกล้าที่จะสร้างความโกลาหลต่อหน้าคังชอลอินและผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา

 

“ไปได้”

 

คังชอลอินออกคำสั่งให้บิลลี่นำทางก่อนจะหันไปบอกกับทหารด้านหลัง

 

ความเร็วของการมายังคงช้าและเนิ่บนาบ

 

กีบม้ากระทบพื้นเพื่อขับเคลื่อนเกวียนและเสียงฝีเท้าของทหารที่พร้อมเพรียงแสดงให้เห็นถึงวินัยทางทหารของพวกเขา

 

บิลลี่ที่กำลังนำทางพยายามกลั้นกระเพาะปัสสาวะไม่ให้อออกมาอย่างน่าอายในขณะที่เขาเองก็พยายามอย่างหนักเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเข่าอ่อนจนทรุดล้มลงไปกับพื้น

 

“นั่นมัน…จอมราชันย์คนเป็นเอเชียงั้นหรือ…?”

 

ทันทีที่คังชอลอินและคนของเขาเข้ามาใกล้ เหล่านักผจญภัยก็เริ่มพูดคุยกันอีกครั้งด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ

 

นักผจญภัยทั้ง 40 คนเป็นเหมือนกันกับบิลลี่ที่ถูกความโอ่อ่าของรัศมีอำนาจจากคังชอลอินและกองทัพทหารครอบงำ ไม่มีใครกล้าโต้แย้งถึงการมาสายของเขาแม้แต่คนเดียว

 

‘ลูเซีย สิ่งที่เจ้าจัดการเป็นประโยชน์อย่างมากดั่งที่เจ้าว่าไว้จริง ๆ เจ้าช่างมีความสามารถในสิ่งนี้นัก’

 

คังชอลอินรู้สึกประทับใจกับสิ่งที่ลูเซียเตรียมการมา

 

ผลตอบรับจากนักผจญภัยเป็นเหมือนกับกระดาษคำตอบที่ไม่มีข้อใดผิดไปจากที่ลูเซียคาดการณ์ ความคิดเห็นของลูเซียที่บอกว่ามนุษย์จะตัดสินใจเลือกในสิ่งที่พวกเขาเห็นนั้นถูกต้อง

 

“หลบทางเร็ว”

 

“ออกไปอยู่ด้านข้าง ๆ ”

 

นักผจญภัยเคลื่อนตัวไปทางซ้ายและขวาเพื่อแหวกทางให้คังชอลอินและกองทัพของเขามาหยุดอยู่ตรงกลางเหมือนอย่างที่โมเสสแยกผ่านทะเลแดง

 

อาชาขาวของคังชอลอินหยุดนิ่ง ทหารลาพิวต้าหยุดการเคลื่อนไหวตามคังชอลอินอย่างมีระเบียบ

 

“ยินดีที่ได้พบกับพวกเจ้าทุก ๆ คน”

 

คังชอลอินแนะนำตัวขณะอยู่บนยอดม้าขาว

 

“ข้าคือจอมราชันย์”

 

และนั่นเองคือการพบเจอกันครั้งแรกระหว่างคังชอลอินและนักผจญภัยทั้งสี่สิบ

 

คังชอลอินเริ่มต้นด้วยการวางกฎพื้นฐาน

 

“เป้าหมายของเราครั้งนี้คือการออกล่าเป็นเวลาสามสัปดาห์  ในช่วงระยะเวลานี้ข้าจะจัดหาเต็นท์พักอาศัยและอาหารรวมถึงยาปรุงหากมีใครได้รับบาดเจ็บให้แก่ทุกคน สำหรับผู้ที่แสดงความสามารถได้โดดเด่นที่สุดในการล่าครั้งนี้ข้าจะมอบไอเทมระดับหายากให้กับคน ๆ นั้น

 

ขณะนั้นเอง โพดอลส์กี้ก็ได้เดินไปเปิดผ้าที่คลุมเกวียนออกเพื่อเผยให้เห็นถึงสิ่งของภายใน

 

“ว้าว…”

 

“ของทั้งหมดเป็นของหายากงั้นรึ?”

 

นักผจญภัยต่างรู้สึกประหลาดใจกับสิ่งที่ได้เห็น

 

มันคือรายการของต่าง ๆ ที่คังชอลอินเตรียมการซื้อล่วงหน้าไว้เพื่อการล่าสัตว์ แม้จะเป็นเพียงสิ่งของระดับต่ำแต่ก็แตกต่างไปจากของระดับต่ำที่นักผจญภัยมีพอสมควร มันคือความแตกต่างระหว่างการเป็นราชันย์และนักผจญภัย

 

“ข้าจะแบ่งสมบัติทั้งหมดให้พวกเจ้าทุกคนกันอย่างเท่าเทียมขณะที่ออกล่าสัตว์ประหลาด และข้าจะรับส่วนแบ่งก็ต่อเมื่อพวกเราสามารถล่าสัตว์ประหลาดระดับสูงได้แล้วเท่านั้น”

ซึ่งนั่นก็คือการพิชิตมังกรพีคอค

 

ไอเทมที่ได้รับจากการล่าสัตว์ประหลาดระดับล่างคือสิ่งที่คังชอลอินไม่ต้องการเมื่อพิจารณาถึงชนชั้นของเขา

 

มันจะเป็นการดีกว่าที่จะขอความร่วมมือแทนการออกคำสั่งเพื่อที่จะได้รับการสนับสนุนจากนักผจญภัยได้มากขึ้น

 

“นี่ เจ้าคือจอมราชันย์แน่งั้นหรือ?”

 

“เจ้าจะให้สิ่งของระดับหายากและแบ่งสมบัติอย่างเท่าเทียมกันจริง ๆ ใช่ไหม?”

 

นักผจญภัยสองคนตะโกนคำถามเมื่อได้ยินว่ามันเป็นข้อเสนอที่ดีเกินไป

 

“แน่นอน”

 

คังชอลอินพยักหน้า

 

“เดี่ยว!”

 

ลูเซียก้าวไปข้างหน้าหลังขออนุญาตจากคังชอลอินเพื่อไปยืนอยู่ต่อหน้ากลุ่มนักผจญภัย

 

“ข้าชื่อลูเซีย เป็นผู้รับใช้องค์ราชันย์คังชอลอิน ยินดีที่ได้พบกับพวกเจ้าทุกคนอย่างยิ่งเหล่านักผจญภัย”

 

ใบหน้าของลูเซียดูเคร่งขรึมและเย็นชาอย่างมากเมื่อนางได้กล่าวแนะนำตัว

 

“องค์ราชันย์?”

 

“องค์ราชันย์? เขาเป็นราชางั้นรึ?”

 

“อะไรกันกับคำนำหน้าชื่อนั่น?”

 

นักผจญภัยเริ่มส่งเสียงอีกครั้งเพราะไม่มีใครทราบถึงการมีอยู่ของชนชั้นลอร์ดบนโลกนี้

 

“โปรดอยู่ในความสงบ”

 

ลูเซียเอ็ดนักผจญภัยเพื่อทำให้พวกเขาเงียบก่อนดำเนินการต่อ

 

“ข้าจะพูดสองสิ่งที่พวกเจ้าเหล่านักผจญภัยต้องจดจำไว้ให้ดี โปรดตั้งใจฟังอย่างระวัง”

 

นักผจญภัยนั้นถูกดึงดูดโดยเสน่ห์อันเยือกเย็นของลูเซียและจดจ่อกับสิ่งที่นางกำลังจะพูดต่ออย่างเงียบ ๆ

 

“ประการแรก ผู้นำของกองทัพครั้งนี้คือองค์ราชันย์คังชอลอิน ดังนั้นหากมีเหตุผลใดที่จะเรียกหาท่าน พวกเจ้าทุกคนจำเป็นต้องใช้คำที่ให้เกียรติและเหมาะสม แน่นอนว่าข้าจะไม่บังคับให้พวกเจ้าทุกคนเรียกท่านว่าราชันย์ การเรียกท่านว่า “ท่านแม่ทัพ” ก็สามารถใช้ได้เช่นกัน”

 

ลูเซียพูดถึงทุกสิ่งที่คังชอลอินไม่สามารถพูดได้ด้วยตัวเอง นางได้ทำหน้าที่ในฐานะผู้ช่วยส่วนตัวได้อย่างน่าอัศจรรย์

 

“นอกจากนี้จะต้องไม่มีเหตุการณ์ไม่ทำตามคำสั่งหรือไม่เชื่อฟังใด ๆ เกิดขึ้นเป็นอันขาด คำสั่งของท่านแม่ทัพถือเป็นสิทธิ์ขาดโดยสัมบูรณ์ หากพวกเจ้าคนใดไม่ปฏิบัติตามหรือทำให้เกิดความไม่สงบจงเตรียมพร้อมรับโทษทัณฑ์ให้ดี”

 

ตุ้บ!

 

ทหารที่อยู่ด้านหลังคังชอลอินกระแทกหอกของพวกเขาลงพื้นเพื่อให้เหล่านักผจญภัยได้ตระหนัก

 

“หากใครมีปัญหาในส่วนนี้ก็ขอให้ใช้ทั้งสองเท้าที่เจ้ามีและยังใช้การได้ดีอยู่กลับบ้านไปเสียในขณะที่เจ้ายังสามารถทำได้ อย่างที่พวกเจ้าก็ทราบกันดี…โลกใบนี้ไม่ใช่ของพวกเจ้า ข้าเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “จงทำตัวให้เหมือนคนโรมันเมื่ออยู่ในกรุงโรม” บนโลกของพวกเจ้ามาก่อน เช่นนั้นข้าเชื่อว่าทุกคนคงจะรู้ความหมายถึงสิ่งนี้ได้ ทั้งหมดมีเพียงเท่านี้”

 

ลูเซียกลับไปยืนยังตำแหน่งเดิมของนางทันทีเมื่อพูดจบเหลือทิ้งไว้เพียงความเย็นยะเหยือกและความเงียบสงัด

 

อย่างไรก็ตามนี่เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำอย่างยิ่ง

 

ไม่ว่าจะเป็นองค์กรใด ๆ ความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชารวมถึงคำสั่งและทิศทางการทำงานจำเป็นต้องมีความชัดเจนเพื่อป้องกันข้อพิพาทอยู่เสมอ แม้มันอาจสร้างอารมณ์หดหู่ไปบ้างเล็กน้อยแต่มันไม่ใช่สิ่งที่สามารถหลีกเลี่ยงได้

 

“มีใครต้องการถอนตัวหรือไม่?” คังชอลอินเอ่ยถาม

 

“เช่นเดียวกับที่ลูเซียกล่าวก่อนหน้า ถ้าพวกเจ้าต้องการจงกลับไปเสียเดี๋ยวนี้”

 

ไม่มีใครยอมขยับตัวไปไหน

 

‘เพราะเงื่อนไขที่เสนอให้มันดีพอ’

 

คังชอลอินคิดในขณะที่เขามองเหล่านักผจญภัยที่นิ่งเฉย

 

แต่ก็มีบางคนที่ยังทำสีหน้าเหมือนมีปัญหาและไม่เข้าใจ

 

การแสดงออกของพวกเขากำลังกล่าวว่า “ราชันย์บ้าบออะไร?” หรือ “เขายิ่งใหญ่ขนาดไหนถึงได้แสร้างมาทำตัวเป็นราชา?”

 

หากเพราะไม่ใช่เงื่อนไขที่ดีคนพวกนี้คงกลับบ้านออกไปในทันที

 

‘ค่อย ๆ หล่อหลอมพวกนี้ไปอย่างช้า ๆ ก็แล้วกัน’

 

คังชอลอินไม่ได้รีบร้อนเรียกหาความภักดีตั้งแต่ต้น

 

มันยังไม่ถึงชั่วโมงนับตั้งแต่ที่พวกเขาได้เจอกันดังนั้นมันคงไม่สมเหตุสมผลที่จะคาดหวังความภักดีหรือความไว้วางใจจากพวกเขาได้ในขณะนี้

 

“หากไม่มีใครคัดค้านเช่นนั้นข้าจะเริ่มดำเนินการตามตารางเวลาของเราในทันที โพดอลส์กี้ แจกจ่ายสิ่งของให้กับนักผจญภัยซะ”

 

“ขอรับ! มาเถอะทุกคน! ข้าจะมอบอาวุธให้กับพวกเจ้าเอง แน่นอนว่าไม่ได้ให้เลยเพียงแต่ให้ยืมใช้ในกรณีนี้เท่านั้น!”

 

ภายหลังการประกาศแจกจ่ายอาวุธ ความเยือกเย็นในตอนแรกก็ถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นขึ้นมาทันใด มันจำเป็นต้องใช้ความอ่อนนุ่มเพื่อประโลมความแข็งข้อที่เกิดขึ้นในตอนแรก

 

‘พวกคนบื้อ’

 

คังชอลอินที่กำลังมองดูนักผจญภัยพลางหัวเราะเยาะอยู่กับตัวเองภายใน เช่นเดียวกับในอดีต นักผจญภัยยังคงเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ง่าย

 

“องค์ราชันย์ สิ่งของได้ถูกแจกจ่ายเสร็จแล้วขอรับ”

 

“งั้นรึ? เริ่มกันได้เลย”

 

“ขอรับ!”

 

เมื่อการกระจายสิ่งของสิ้นสุด นักผจญภัยก็ได้เริ่มเข้าสู่กระบวนการฝึกเพื่อพิชิตสัตว์ประหลาดทันที

 

“นายท่าน เหตุใดถึงสีหน้าไม่ค่อยดีนักเลยล่ะเจ้าคะ?”

 

ลูเซียเอ่ยถามขณะที่พวกเขาเริ่มเดินทางเข้าสู่ป่าปีศาจ

 

“คนที่ข้าต้องการตัวมากที่สุดไม่ได้มา”

 

“คนที่ท่านต้องการ…?”

 

“บุรุษผู้ชื่อโดเรียน”

 

โดเรียน เอกซ์พลอเรอร์ไม่ได้อยู่ที่นี่

 

‘ไม่รู้ว่าเขาออกนอกลู่นอกทางไปไหนทั้ง ๆ ที่เน้นย้ำว่าต้องการจะเข้าร่วมให้ได้แท้ ๆ’

 

โดเรียนที่พูดย้ำ ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าต้องการเข้าร่วมการพิชิตมังกรพีคอคในครั้งนี้ทว่ากลับไม่อยู่ที่นี่เสียอย่างนั้น เขากำลังทำให้คังชอลอินเริ่มอารมณ์เสียเป็นอย่างมาก

 

“แสดงว่าเขาผู้คนนั้นคงเป็นประโยชน์อย่างมากเลยสินะเจ้าคะนายท่านถึงจำชื่อของเขาได้เช่นนี้”

 

“ไม่เลย เขาไม่มีประโยชน์อันใด … โดเรียนที่ข้ารู้จักมีศักยภาพในการเป็นนักล่าดันเจี้ยนที่ดีที่สุดเพียงเท่านั่น”

 

“เช่นนั้นเขาเป็นคนดีหรือไม่เจ้าคะ?”

 

“เขาเป็นราชันย์เช่นข้า แน่นอนว่าเขาจะต้องเป็นคนละระดับกับนักผจญภัยเหล่านี้”

 

“อา…!”

 

ลูเซียอุทานเมื่อได้ยินคำอธิบาย ถ้าคนที่คังชอลอินพูดถึงเป็นราชันย์ ลูเซียก็พร้อมที่จะเคารพเขาด้วยเช่นกัน

 

“ในเมื่อเขาไม่มาปรากฏตัวเช่นนี้เขาก็เป็นได้แค่เพียงจอมโหก”

 

เขาพยายามคิดอย่างถี่ถ้วนถึงประเด็นที่โดเรียนไม่ยอมมาปรากฏตัวในวันนี้อย่างหนัก หรือบางทีอาจเป็นเพราะโชคชะตากำหนดไว้แล้วอย่างไม่ตั้งใจ

 

‘โดเรียน ข้าเอาเจ้าตายแน่!’

 

คังชอลอินบดฟันกรอดเมื่อนึกถึงโดเรียน

 

และทันใดนั้น

 

“องค์ราชันย์ขอรับ!”

 

ทหารรีบที่เดินนำทางด้านหน้ารีบวิ่งกลับมาหาเขาอย่างรวดเร็วเพื่อรายงาน

 

“200 เมตรถัดจากข้างหน้านี้ไปข้าพบโครคิวต้าขอรับ!”

 

“อืม… มาได้เหมาะเวลาเสียจริง”

 

โครคิวต้าเป็นครึ่งสัตว์ครึ่งมนุษย์ที่มีหัวเป็นไฮยีน่ามีตัวเป็นแบบคน มันเป็นสัตว์ประหลาดที่เปรียบเหมือนโนลที่อยู่ในระดับ 15 เพียงแต่มันจะอยู่ในระดับ 20 มันเป็นสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งที่นักผจญภัยสามคนในระดับปัจจุบันของพวกเขายังยากที่จะเอาชนะได้

 

“ไปกันเถอะ ข้าจะจัดการมันเอง”

 

คังชอลอินเริ่มคุมม้าเพื่อนำทาง

 

“องค์ราชันย์จะจัดการกับโครคิวต้าเพียงลำพังหรือเจ้าคะ?”

 

ลูเซียเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ

 

“ข้าต้องแสดงความสามารถให้พวกเขาได้เห็นเป็นตัวอย่าง เช่นนั้นพวกเขาถึงจะปักใจติดตามข้า”

 

คังชอลอินยิ้มรับก่อนตอบกลับ

 

การล่าโครคิวต้าจะช่วยสอนให้นักผจญภัยเข้าใจถึงวิธีการตามล่าสัตว์ประหลาดและเพื่อแสดงความสามารถของเขาให้ได้เป็นที่ยอมรับ นั่นคือแผนของคังชอลอินในตอนนี้ เขาตั้งใจจะฆ่านกทั้งสองตัวด้วยหินเพียงก้อนเดียว

 

“ฮย่า!”

 

คังชอลอินนำตัวเองที่ขึ้นขี่อาชาขาวไปด้านหน้าทันใด

 

ฮี้!

 

กำลังม้าที่แข็งแกร่งวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

.

The Overlord of Blood and Iron

The Overlord of Blood and Iron

Author:
มหาศึกจอมราชันย์ The Overlord of Blood and Iron บทนำ คังชอลอิน จอมราชันย์ผู้แกร่งกล้าจนใครต่างต้องสยบ เหตุสูญเสียทำให้เขาต้องย้อนเวลากลับไปเพื่อพิชิตกับความท้าทายอีกครั้งในการขึ้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่และผู้ควมคุมทวีปแพนเจีย คังชอลอินจะสามารถเอาชนะจอมราชันย์ทั้งเก้าเพื่อปกครองทวีปแพนเจียได้หรือไม่?!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset