Winner is king ผู้ชนะเลิศคือราชา – ตอนที่ 271 เหล้าสามแก้ว

ในเวลานี้ คฤหาสน์ตระกูลฉินเต็มไปด้วยผู้คนที่แน่นขนัดและบรรยากาศของความสนุกสนานรื่นเริง

แต่ภายในห้องโถง บรรยากาศกลับเงียบสงัดและอึมครึม

เมื่อคุณท่านใหญ่ตระกูลฉินมองเห็นพวงหรีดที่อยู่ในกล่องของขวัญ เส้นเลือดที่หางตาของเขาก็กระตุกขึ้นมาทันที

ฉินซวนและสมาชิกรุ่นที่สามของตระกูลคนอื่นๆ ต่างรู้สึกขุ่นเคืองและไม่พอใจเป็นอย่างมาก

อีกทั้งยังมีสมาชิกวัยกลางคนของตระกูลฉินอีกหลายคนที่หน้าถอดสี แววตาแสดงออกถึงความโกรธเคือง

“คุณปู่ เฉินตงคนนี้มันคิดว่ามันเป็นใคร ? ก็แค่ผู้สืบทอดมรดกนอกคอกคนหนึ่งของตระกูลเฉิน ไอ้สวะฉินเย่มันคิดว่ามันรับใช้ถูกคนแล้วหรืออย่างไร ?”

ฉินซวนเอ่ยปากพูดขึ้นมาก่อน เขาเป็นคนอารมณ์ร้อน เขาโบกมือของเขาแล้วพูดว่า : “ขอแค่คุณปู่สั่งมาคำเดียว ผมจะสั่งให้คนไปหักขาของพวกมันทันที แล้วจับโยนออกไปจากตระกูลฉิน”

“ซวนเอ๋อ หุบปาก !”

ชายวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาทันที

เขาคือพ่อของฉินซวน นามว่าฉินเห้อเหนียน เป็นพี่ชายคนโตที่สุดในบรรดาทายาทรุ่นที่สอง

“พ่อครับ ทำไมต้องหุบปากด้วย ? ไอ้สวะฉินเย่มันส่งพวกหรีดมา เห็นอยู่ชัดๆ ว่าต้องการจะแช่งคุณปู่ แล้วจะให้ตระกูลฉินทนได้อย่างไร ?” ฉินซวนตะโกนเถียงคอเป็นเอ็น

เผียะ !

ฉินเห้อเหนียนตบหน้าฉินซวน : “ผู้อาวุโสต่างก็อยู่ที่นี่ แกมีสิทธิ์อะไรมาตะโกนโหวกเหวกโวยวาย ?”

หลังจากโดนตบ ฉินซวนก็รู้สึกขุ่นเคืองเป็นอย่างมาก แต่ในที่สุดก็ต้องก้มหน้าจำยอมถอยไป

“เฮ้อ~”

คุณท่านใหญ่ตระกูลฉินถอนหายใจออกมา แล้วเหลือบไปมองฉินซวนด้วยความเบื่อหน่าย

ทายาทโดยชอบธรรมในรุ่นที่สามของตระกูลฉิน ไม่มีใครได้เรื่องสักคน

ถึงแม้เขาจะยึดถือในการสืบทอดอำนาจของทายาทโดยชอบธรรม แต่คุณท่านใหญ่ก็พอจะตระหนักถึงความเป็นจริงได้

ทายาทโดยชอบธรรมในรุ่นที่สาม แต่ละคนล้วนแล้วแต่หยิ่งผยอง ทั้งนิสัยและความสามารถก็อยู่ในระดับปานกลาง ไม่มีอะไรโดดเด่น

หากมีสักคนที่พอจะเทียบกับฉินเย่ได้ ไม่สิ แค่พอเทียบกับฉินเสี่ยวเชียนได้ คุณท่านใหญ่ตระกูลเฉินก็คงใช้ชีวิตในบั้นปลายได้อย่างยืนยาวและมีความสุข

“พ่อครับ นี่พวกเขาบุกเข้ามา……”

ฉินเห้อเหนียนพูดกับคุณท่านใหญ่ตระกูลฉินด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม

“หุบปาก !”

คุณท่านใหญ่ตระกูลฉินรู้สึกตื่นตระหนก เขาตะคอกออกมาเพื่อตัดบทฉินเห้อเหนียน

ภาพที่ปรากฏขึ้นทำให้ฉินซวนและคนอื่นๆ รู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก

ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องที่ตระกูลฉินร่วมมือกับคุณหญิงใหญ่ตระกูลเฉิน มีเพียงสมาชิกในตระกูลฉินเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้

ทายาทรุ่นที่สาม ไม่มีใครรับรู้เรื่องนี้ !

หลังจากที่คุณท่านใหญ่ตระกูลฉินตะคอกออกมา บรรยากาศภายในห้องโถงก็เงียบสงัดลงทันที

ทุกคนกลั้นหายใจและเหลือบมองคุณท่านใหญ่ตระกูลฉินด้วยความหวาดกลัวเป็นระยะๆ

สักพักใหญ่

จู่ๆ คุณท่านใหญ่ตระกูลฉินก็พ่นลมออกมาจากปาก ฝืนยิ้มแล้วพูดออกมาว่า : “คนที่มาล้วนแล้วแต่เป็นแขก ยิ่งเป็นผู้สืบทอดมรดกของตระกูลเฉินด้วยแล้ว ก็ยิ่งต้องต้อนรับให้สมเกียรติ”

อะไรนะ ? !

ส่งพวงหรีดมาทำลายบรรยากาศเช่นนี้แล้ว ไม่เพียงแต่ไม่ไล่ออกไป ยังจะต้อนรับให้สมเกียรติอีกหรือ ?

ทุกคนรู้สึกตกใจจนอ้าปากค้าง

กว่าจะตั้งสติกลับมาได้

คุณท่านใหญ่ตระกูลฉินก็เดินออกจากห้องโถงไปเรียบร้อยแล้ว

“พี่ใหญ่ นี่คุณพ่อคิดจะทำอะไร ?”

“ถึงแม้ตระกูลฉินแห่งซีสู่ของพวกเราจะเทียบไม่ได้กับตระกูลเฉิน แต่ในฐานะที่เราเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในซีสู่ ก็ใช่ว่าจะให้ตระกูลเฉินมาดูถูกเหยียดหยามกันได้ง่ายๆนะ !”

“ส่งพวงหรีดมาให้ในงานฉลองวันเกิด นี่เท่ากับแช่งคุณพ่อชัดๆ แล้วทำไมคุณพ่อยังอดทนอยู่ได้ ?”

……

ฉินเห้อเหนียนตะคอกออกมาด้วยสีหน้าหมองหม่น : “หุบปากให้หมดทุกคน ทำตามที่คุณท่านใหญ่สั่ง !”

ในขณะที่กำลังจะเดินออกไป

ฉินเห้อเหนียนก็หันมากำชับด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า : “ซวนเอ๋อ ไปเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาให้พ่อสักสิบคน แล้วคอยคุ้มกันเอาไว้ที่ด้านนอกห้องโถงหลัก หากเกิดความผิดปกติขึ้นภายในงานเลี้ยง ให้ทำตามคำสั่งของพ่อทันที”

แขกไม่ได้มาดี

ถึงแม้คุณท่านใหญ่ตระกูลฉินตั้งใจจะต้อนรับตามมารยาท แต่เขาก็ต้องป้องกันเอาไว้ก่อน

ยิ่งไปกว่านั้น ฉินเห้อเหนียนก็รู้ที่มาที่ไปของเรื่องทั้งหมดเป็นอย่างดี จึงรู้สึกหวาดกลัวการมาเยือนของเฉินตงและฉินเย่

ตระกูลหลี่แห่งเมืองหลวง คือตัวอย่างที่เคยมีให้เห็นมาแล้ว !

ตอนที่คุณท่านใหญ่ตระกูลฉินเดินนำเหล่าทายาทไปที่โถงด้านหน้า

ก็ได้รับการกล่าวทักทายจากทุกคนที่มาร่วมงาน

มีทั้งตระกูลที่มั่งคั่งร่ำรวย มีทั้งบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ รวมไปถึงยังมีเหล่าบรรดาผู้ทรงอิทธิพลรวมอยู่ในนั้นด้วย

ในซีสู่แล้ว ถือว่าตระกูลฉินอยู่บนยอดสูงสุดของพีระมิด !

ในขณะที่มองลงไปยังผู้คนที่อยู่ในระดับต่ำกว่า ผู้คนเหล่านั้นก็กำลังเงยหน้าขึ้นมามองเช่นกัน

ใบหน้าของคุณท่านใหญ่ตระกูลฉินเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และหันไปกล่าวทักทายกับแขกทีละคนๆ

จากนั้น จึงเหลือบไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงมุมมุมหนึ่ง

ในโต๊ะจัดเลี้ยงที่จัดวางอยู่ตรงมุม มีพวกของเฉินตงและฉินเย่นั่งอยู่

เป็นเพราะเหล่าบรรดาตระกูลมั่งคั่งในซีสู่ต่างก็รู้จักฉินเย่ดี ประกอบกับเมื่อเห็นรูปร่างสูงใหญ่กำยำของคุนหลุน

ทำให้โต๊ะจัดเลี้ยงตัวนั้น มีเพียงพวกของเฉินตงนั่งอยู่

เฉินตงยังคงนั่งอยู่ในท่าทีที่เย็นชาเช่นเคย ฉินเย่เองก็อยู่ในท่าทีที่ไม่แยแสต่อสิ่งรอบข้าง คุนหลุนอยู่ในท่าทีที่สงบ ส่วนเฉินไคนั่งอยู่ด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มเล็กน้อย

มีเพียงฉินเสี่ยวเชียนเท่านั้น ที่เอาแต่นั่งก้มหน้าก้มตาอยู่ข้างๆ ฉินเย่ มีทั้งสองข้างพันกันไปมาด้วยความประหม่า มีเหงื่อออกจนเปียกชุ่มอยู่เต็มฝ่ามือ

สองปีมานี้ เธอไม่มีสิทธิ์มีส่วนร่วมในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตระกูลฉินเลย

แม้กระทั่งงานวันเกิดของผู้ใหญ่ภายในตระกูล เธอก็ทำได้เพียงแค่นำของขวัญมามอบให้แล้วเดินทางกลับในทันที

เธอมีบุคลิกที่อ่อนแอ ถึงแม้ตัวเธอเองจะรู้สึกไม่พอใจกับเรื่องนี้แต่ก็ไม่คิดที่จะต่อต้าน

แต่ทว่าวันนี้ ในงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของเจ้าบ้าน เธอกลับนั่งร่วมโต๊ะอยู่กับเฉินตงและฉินเย่เช่นนี้ เป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเธอตั้งใจละเมิดกฎของตระกูลฉิน

เธอไม่รู้ว่าจะมีบทลงโทษเช่นไรหลังจากนี้

แต่เหตุผลที่เธอยังอยู่ต่อเป็นเพราะ ข้อแรก มีฉินเย่คอยอยู่เคียงข้างเธอ ข้อที่สอง ตัวเธอเองก็รู้สึกไม่พอใจนัก ในฐานะที่เธอเป็นคนตระกูลฉิน เธอเองก็อยากจะอยู่ร่วมในงาน

ทันใดนั้น

จู่ๆ ก็เกิดเสียงของความโกลาหลดังขึ้นรอบๆ

จากนั้น ฉินเสี่ยวเชียนก็รู้สึกได้ว่ามีกลุ่มคนกำลังเดินมุ่งหน้าเข้ามาทางนี้

แววตาของเธอเริ่มสั่นไหว ความรู้สึกประหม่ายิ่งเพิ่มมากขึ้น เธอมุดหัวลงไปด้านล่าง ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมามอง

“คุณชายเฉินอุตส่าห์เดินทางมาถึงที่นี่ กระผมไม่ได้ออกมาต้อนรับตัวตัวเอง ต้องขออภัยด้วยจริงๆ”

เสียงหัวเราะที่อบอุ่นดังขึ้นในทันที

ฉินเสี่ยวเชียนตัวสั่นเทา แววตาของเธอเต็มไปด้วยความตกตะลึง

นี่คือ……เสียงของเจ้าบ้านตระกูลฉินหรือ ? !

จากนั้นเสียงของเข้าบ้านตระกูลฉินก็ดังขึ้นอีกครั้ง : “เสี่ยวเชียน เย่เอ๋อ”

ฉินเสี่ยวเชียนใจสั่นระรัว เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้น

ใบหน้าที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นในดวงตาของเธอ แต่กลับไม่ใช่ใบหน้าที่เคร่งขรึมและสง่างามอย่างเช่นที่ผ่านมา แต่เป็นใบหน้าที่เต็มใบด้วยรอยยิ้มอันแสนอบอุ่น

“คุณ คุณปู่……”

ฉินเสี่ยวเชียนแทบไม่อยากเชื่อเลยว่า ตลอดสองปีที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นรอยยิ้มของคุณท่านใหญ่ตระกูลเฉิน

ส่วนฉินเย่กลับยังคงนั่งพิงอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทีเกียจคร้าน ในปากของเขาคาบไม้จิ้มฟันเอาไว้หนึ่งก้าน แล้วทำสีหน้าดูถูกเหยียดหยาม และไม่ได้ตอบกลับคำพูดของคุณท่านใหญ่ตระกูลฉิน

ในเวลาเดียวกันนี้

คนอื่นๆ ที่อยู่บริเวณโดยรอบต่างก็แสดงท่าทีตื่นตกใจออกมา

เสียงซุบซิบค่อยๆ ดังขึ้น

“ให้ตายเถอะ ! นี่ฉันเห็นอะไรกันนี่ ? กฎระเบียบของตระกูลฉินเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ?”

“ลูกเนรคุณที่ฆ่าพ่อของตัวเองยังมาร่วมงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของคุณท่านใหญ่ตระกูลฉินได้เช่นนี้ และคุณท่านใหญ่ตระกูลฉินเอง ก็ยังต้อนรับเขาอย่างสุภาพอีกด้วย ?”

“เหอะๆ พวกคุณเองก็ไม่รู้จักดูเอาเสียเลยว่า คนที่นั่งอยู่ข้างๆ ฉินเย่คือใคร ถ้าผมจำไม่ผิดแล้วล่ะก็ เขาน่าจะเป็นหนึ่งในผู้สืบทอดมรดกของตระกูลเฉิน ชื่อว่าเฉินตง !”

เปรี้ยง !

หนึ่งในมหาเศรษฐีที่เคยพบกับเฉินตงมาก่อนได้กล่าวออกมา

ราวกับเสียงฟ้าผ่า ทำให้ห้องโถงด้านหน้าเงียบสงัดในทันที

เป็นที่รู้กันดีว่า

ในงานจัดเลี้ยงของตระกูลฉินที่มีเป็นร้อยโต๊ะ แขกทั้งหมดที่นั่งอยู่ในห้องโถงด้านหน้า ล้วนแล้วแต่เป็นแขกคนสำคัญและใกล้ชิดสนิทสนมทั้งสิ้น

ในบรรดาคนเหล่านั้น มีคนที่รู้จักเฉินตงอยู่ไม่น้อย และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขารู้ถึงความสำคัญของตำแหน่ง “ผู้สืบทอดมรดกตระกูลเฉิน” ดี !

“คุณท่านใหญ่ตระกูลฉิน ไม่ทราบว่าพอใจกับของขวัญที่ผมมอบให้หรือไม่ ?”

เฉินตงยิ้มเยาะออกมา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและแสดงอำนาจ

คำพูดเพียงประโยคเดียว ทำให้ทุกคนขมวดคิ้วแน่น

ถึงแม้จะไม่รู้ว่าของขวัญชิ้นนั้นคืออะไร แต่คำพูดของเฉินตง ไม่ว่าใครก็ฟังออกว่า เรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องธรรมดาอย่างแน่นอน !

ใบหน้าของพวกฉินเห้อเหนียนเย็นชาราวกับน้ำแข็ง แววตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น

มีเพียงคุณท่านใหญ่ตระกูลเฉินที่เส้นเลือดบริเวณหางตาปูดโปนขึ้นมา แต่ก็ยังคงพยายามระงับอารมณ์โกรธ แล้วแสร้งทำเป็นยิ้มและยกมือขึ้นคารวะ

“พอใจสิครับ ของขวัญที่คุณชายมอบให้ ผมจะรู้สึกไม่พอใจได้อย่างไร ? ผมได้จัดเตรียมสุราชั้นดีเอาไว้ หวังว่าคุณชายเฉินจะไม่รังเกียจที่จะร่วมงานเลี้ยงของผมจนจบ”

คุณท่านใหญ่พูดขึ้นต่อหน้าทุกคน

ในขณะเดียวกันก็หยิบสุราเหมาไถขึ้นมา แล้วรินให้กับเฉินตงด้วยตัวเอง

คำพูดและการกระทำของเขา แสดงออกอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน

ทำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องโถงด้านหน้าที่เห็นเหตุการณ์ทุกคน ต่างก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง

เจ้าบ้านตระกูลฉิน ชายชราผู้มั่งคั่งที่สุดในซีสู่ ต่อให้คนที่อยู่ตรงหน้าจะเป็นเจ้าบ้านตระกูลเฉิน เขาก็ไม่จำเป็นต้องอ่อนน้อมถ่อมตนถึงขนาดนี้

“สามแก้ว”

เฉินตงเลิกคิ้ว จากนั้นจึงหยิบอก้วของฉินเย่และฉินเสี่ยวเชียนมาวางด้านหน้าตนเองอย่างไม่แยแส : “รินเหล้า !”

คุณท่านใหญ่ตระกูลฉินรู้สึกตกใจ เกิดความสงสัยขึ้นในแววตาของเขา

แต่เขาก็ยังคงยิ้มแย้ม และริมเหล้าจนเต็มทั้งสองแก้ว

ยังไม่ทันที่เขาจะวางขวดเหล้าลง

เฉินตงก็ค่อยๆ ลุกขึ้น จากนั้นจึงหยิบแก้วเหล้าขึ้นมา

“แก้วแรก ขอคารวะฟ้า !”

คุณท่านใหญ่ตระกูลฉินยืนตัวสั่น มีเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมาบริเวณหางตาของเขา

ส่วนสมาชิกคนอื่นๆ ในตระกูลฉินก็ยิ่งรู้สึกโกรธแค้นมากยิ่งขึ้น สีหน้าขอทุกคนเต็มไปด้วยความดุร้าย

ส่วนแขกคนอื่นๆ ที่อยู่ในห้องโถงด้านหน้า ต่างก็รู้สึกตกใจจนตาเบิกโพลง นี่มัน……

ภายใต้สายตาทุกคู่ที่กำลังจับจ้องมา เฉินตงยังคงใช้นิ้วจุ่มลงไปในแก้วเหล้าแล้วพรมเหล้าขึ้นบนอากาศสองสามหยดอย่างไม่แยแส จากนั้นจึงดื่มเหล้าที่อยู่ในแก้วจนหมด

จากนั้นเขาจึงหยิบเหล้าแก้วที่สองขึ้นมาทันที

“แก้วที่สอง คารวะดิน !”

ใบหน้าของเขาทั้งเยือกเย็นและเย่อหยิ่ง เขาใช้นิ้วจุ่มลงไปในแก้วเหล้า แล้วพรมเหล้าลงบนพื้นสองสามหยด จากนั้นจึงดื่มแก้วในเหล้าจนหมด

บรรยากาศภายในห้องโถงด้านหน้าเงียบสงัด

แต่ในอากาศกลับมีกลิ่นของดินปืนลอยคละคลุ้งอย่างรุนแรง

ขณะที่เฉินตงหยิบแก้วเหล้าใบที่สามขึ้นมา

ในแววตาของเขาเต็มไปด้วยเจตนาฆ่าที่รุนแรง ตอนนี้ทุกคนรับรู้ได้ถึงความอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวของเฉินตงทันที

เขาค่อยๆ แสยะยิ้ม แววตาเย็นชาของเขาจับจ้องไปที่คุณท่านใหญ่ตระกูลฉิน

“แก้วที่สามนี้ ขอคารวะให้วิญญาณของแม่ผมที่อยู่บนฟ้า และขอคารวะให้กับการไปสู่สุคติของคุณท่านใหญ่ตระกูลฉินด้วย !”

พรวด……

เหล้าชั้นดีที่อยู่ในแก้ว ถูกเทลงบนพื้น

บรรยากาศภายในห้องโถงด้านหน้าเต็มไปเจตนาฆ่าที่รุนแรง

สีหน้าของแขกทุกคนเปลี่ยนไปในทันที พวกเขารู้สึกกลัวจนเสียวสันหลัง

Winner is king ผู้ชนะเลิศคือราชา

Winner is king ผู้ชนะเลิศคือราชา

บทนำ เฉินตงกับหวางหนันหนันแต่งงานกัน3ปี ถูกภรรยาที่ยกน้องชายเป็นหัวแก้วหัวแหวนบีบคั้น แล้วยังถูกดูถูกเหยียดหยาม วันหนึ่งได้กลับตระกูลมหาเศรษฐี เขาสาบานว่าต้องกอบกู้ศักดิ์ศรีกลับคืนมา ต้องทำให้คนที่ดูถูกเขาเสียใจกับสิ่งที่ทำ ให้คนที่เหยียดหยามเขาต้องชดใช้อย่างสาสม เรื่องย่อ “ขอโทษครับคุณเฉิน ระยะมะเร็งตับของแม่ของคุณ…..” มองคุณหมอที่อยู่ตรงหน้าส่ายหน้า เฉินตงมึนงงไปชั่วขณะ ในพริบตาดวงตาก็กลายเป็นสีแดง ตั้งแต่เล็กจนโต เขากับแม่พึ่งพาอาศัยกัน เพื่อที่จะส่งให้เขาเรียนหนังสือ แม่ทำงานจนป่วย ไม่ทันที่จะได้สะดวกสบาย ก็ตกลงมาอยู่ในเหตุการณ์แบบนี้แล้ว “คุณหมอ ขอร้องล่ะครับ ช่วยแม่ผมด้วย แค่หนทางสักนิดก็ไม่มีแล้วเหรอครับ?” เสียงของเฉินตงแหบแห้งยังมีเสียงสะอื้นปนอยู่ คุณหมอลังเลอยู่ชั่วครู่ กล่าวขึ้น “ยังมีวิธีสุดท้ายอยู่ ก็คือทำการเปลี่ยนถ่ายตับ ตอนนี้ทางแพทย์มีของอยู่พอดี…..” ชะงักไปชั่วครู่ เขาก็มองเฉินตงตั้งแต่หัวจรดเท้า การรักษาที่ยาวนาน ทำให้เขารู้สถานการณ์ตอนนี้ของเฉินตงดี แต่ เขาก็ยังพูดออกมา “แต่ว่า…..ค่าใช้จ่ายไม่น้อยเลยนะครับ อย่างน้อยๆในช่วงแรกก็ประมาณสองแสน” สองแสน? ดวงตาของเฉินตงวาววับ รีบจับมือของคุณหมอเอาไว้ “รักษา จะต้องรักษานะครับ ผมยังมีอีกสองแสน!” เงินไม่มีแล้วยังหาได้ แต่ว่าไม่มีแม่แล้ว ก็ไม่สามารถหาได้อีกแล้ว “อย่างนั้นคุณก็รีบๆรวบรวมเงิน ถ้าเกิดว่ายังประวิงเวลาออกไปอีก วิธีปลูกถ่ายตับก็หมดหนทางแล้ว” นายแพทย์พยักหน้า ถอนหายใจครั้งหนึ่งแล้วก็หมุนตัวจากไป เดินออกมาจากโรงพยาบาล ท้องฟ้ามีฝนเม็ดเล็กๆโปรยลงมา เฉินตงรีบร้อนกลับบ้าน ภรรยา หวางหนันหนันกำลังนอนเอกเขนกดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟา แถมในปากยังกินขนมมันฝรั่งทอดอยู่อีกด้วย เธอเหลือบมองเฉินตง หวางหนันหนันว่าขึ้น “แม่ดีขึ้นบ้างไหม?” “หมอบอกว่า ถ้าเกิดว่าสามารถเข้ารับการปลูกถ่ายตับได้ ก็ยังมีทางรักษา” เฉินตงพูดขึ้นอย่างดีใจราวกับคว้าเอาหญ้ากอสุดท้ายที่ใช้รักษาชีวิตเอาไว้ได้ “ต้องใช้สองแสน ยังดีที่บ้านของเรายังพอมีอยู่ แม่ยังมีโอกาสอีกครั้งหนึ่ง” พูดไป เขาก็หมุนตัวเข้าไปหยิบเอาบัตรธนาคารในห้อง ในพริบตาสีหน้าของหวานหนันหนันก็เปลี่ยนไป รีบร้องขึ้น “เฉินตง คุณหยุดเดี๋ยวนี้นะ!” เฉินตงเลิกคิ้วขึ้นเบาๆ ราวกับว่านึกอะไรขึ้นได้ หมุนตัวหันกลับมามองหวางหนันหนัน “เงินล่ะ?” หวางหนันหนันวิตกกังวล อึกๆอักๆไม่พูดออกมา “เอาไปให้ที่บ้านคุณอีกแล้วเหรอ?” เฉินตงเลิกคิ้ว รอยยิ้มที่แสดงออกมานั้นช่างดูขมขื่นจนหาอะไรมาเปรียบเทียบไม่ได้ ฝีเท้าของเขาก้าวลงไปนั่งบนโซฟาอย่างไร้เรี่ยวแรง หยิบซองบุหรี่ที่ยับยู่ยี่ออกมา “แช๊ะ” จุดบุหรี่มวนนึงขึ้น ดูดบุหรี่เข้าปอดแรงๆ ทิ้งร่างนอนพาดอยู่บนโซฟา แต่งงานมาสามปี เรื่องซ้ำ ๆเดิม ๆ และมันไม่ใช่ครั้งแรก “หนันหนัน นี่เป็นเงินที่เอาไว้ใช้รักษาแม่ผม” เฉินตงพูดขึ้นอย่างอ่อนล้า “ขอคืนมาได้ไหม?” “ขอคืนมา?” คิ้วของหวางหนันหนันกระตุกขึ้น ตวาดออกมาเสียงแหลม “เฉินตง คุณหมายความว่ายังไง? ฉันเอาเงินเล็กๆน้อยๆไปแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ฉัน จะมีหน้าที่ไหนไปขอกลับมาห้ะ?” เฉินตงข่มสีหน้าและอารมณ์ให้เย็นลง แล้วว่าขึ้น “โรงพยาบาลบอกว่าตอนนี้มีตับที่เข้ากันได้อยู่พอดี ถ้าสามารถเอาเงินไปให้โรงพยาบาลได้ในทันที โรงพยาบาลก็สามารถที่จะเริ่มทำการผ่าตัดปลูกถ่ายตับให้แม่ผมได้เลย จากสถานการณ์ของแม่ผมในตอนนี้ คงจะทนได้อีกไม่นาน” “ฉันไม่สนใจ นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของคุณเอง คุณก็ไปหาทางเอาเอง” ในทันใดหวางหนันหนันก็ร้องเริ่มร้องไห้เสียงดัง น้ำตาไหลนอง “ภายในเวลาสั้นๆผมจะไปหาเงินสองแสนมาจากไหน?” เฉินตงรู้สึกเหมือนหัวกำลังจะระเบิดออกมาแล้ว กึ่งหนึ่งคือการขอร้อง “หนันหนัน ช่วยผมครั้งหนึ่ง ขอคืนมาเถอะนะ แม่ของผมยังรอเงินสองแสนนั่นมาช่วยชีวิตอยู่นะ!” “เฉินตง! เงินนั่นให้แม่ฉันไปแล้ว ฉันไม่มีทางที่จะไปขอกลับมา” หวางหนันหนันร้องไห้ไปแล้วทรุดนั่งลงบนพื้น ทั้งน้ำมูกทั้งน้ำตาไหลออกมา “แม่ของคุณก็กำลังจะตายอยู่แล้ว คุณยังจะเอาเงินไปผลาญทิ้งที่โรงพยาบาลอีก ตกลงคุณเคยคิดถึงครอบครัวพวกเราบ้างหรือเปล่า?” ร่างกายของเฉินตงสั่น ความโกรธมากระจุกรวมกันอยู่ที่ลำคอของเขา เขาหยิบโทรศัพท์ของหวางหนันหนันขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “คุณไม่โทร ผมโทร!” ไม่รอให้หวางหนันหนันขัดขวาง สายโทรออกก็โดนรับสาย “แม่ครับ หนันหนันเพิ่งจะให้เงินแม่ไปสองแสนใช่ไหมครับ?” เฉินตงขอร้อง “ขอร้องล่ะครับช่วยคืนเงินสองแสนให้ผมได้ไหม นั่นเป็นเงินที่จะใช้รักษาแม่ผม แม่ผมท่านยังรอรับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่นะครับ” อีกฝั่งของสาย อยู่แม่ยายก็ตวาดขึ้น “เฉินตงแกพูดจาบ้าบออะไรออกมา? เงินนั่นเป็นเงินที่หนันหนันแสดงความกตัญญูต่อพวกเรา แกยังมีหน้าจะมาขอเงินกลับไปอีก? ในตอนนั้นหนันหนันอยากจะแต่งงานกับแก พวกเราก็ไม่เห็นด้วย จากสภาพของแก ก็เป็นเพราะหนันหนันหน้ามืดตามัวถึงได้ยอมแต่งงานกับแก” “ในตอนนี้หนักกว่านั้นอีก หนันหนันมีใจอยากจะกตัญญูต่อพ่อแม่ เอาเงินมาให้พวกเราสองคนใช้ ชายหงส์(ผู้ชายที่เกิดในบ้านยากจนและเข้ามหาวิทยาลัยโดยความพยายาม จบเรียนแล้วก็ดำเนินชีวิตที่เมือง)อย่างแกยังกล้าที่จะบากหน้ามาขอเงินกลับไป ฉันจะบอกแกให้นะ หวางเห้ากำลังจะแต่งงานแล้ว เงินนั่นพวกเราเตรียมจะเอาไปวางดาวน์ค่าบ้านงวดแรกให้หวางเห้า อยากได้เงิน? แค่แดงเดียวก็ไม่มี!” ปัง! สายตัดไปแล้ว เฉินตงแน่นิ่งไป แม่ยายนี่ฟังในสิ่งที่ฉันพูดไม่เข้าใจหรือยังไง? “เฉินตง คุณเป็นบ้าเหรอ?” หวางหนันหนันกระชากคอเสื้อของเฉินตงราวกับคนบ้า “คุณทำเรื่องบ้าๆแบบนี้ลงไปได้ยังไง ฉันเอาเงินไปให้พ่อแม่ฉัน ทำไมคุณต้องทำเหมือนมันฟ้ามันจะผ่าลงมาให้ได้?” เฉินตงมองหวางหนันหนันอย่างหดหู่ ดวงตาแดงก่ำ “ในสายตาของพวกคุณ ชีวิตของแม่ผม ยังไม่มีค่าเท่ากับเงินดาวน์บ้านงวดแรกของน้องชายคุณอย่างนั้นเหรอ?” “ไร้สาระ!” หวางหนันหนันปล่อยมือจากเฉินตง หยิบของในห้องขึ้นมาแล้วก็เขวี้ยงปาข้าวของจนเละเทะ ในพริบตา ห้องรับแขกก็รกและยุ่งเหยิงไปหมด หวางหนันหนันร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรแล้วทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา “เฉินตงคุณมันคนใจดำ ตอนนั้นทำไมฉันถึงได้แต่งงานกับคุณนะ เพื่อแม่ของคุณ คุณทุ่มเททิ้งเงินไปตั้งเท่าไหร่แล้ว? ฉันยอมอดทนลำบากมากับคุณ แม้แต่บ้านที่อยู่ก็ต้องเช่า คุณเคยสงสารฉันบ้างไหม? เสี่ยวเห้าเป็นน้องชายของฉัน แล้วก็เป็นน้องของคุณด้วย เขากำลังจะแต่งงานแล้ว ฉันเป็นถึงพี่สาว จะช่วยฉันบ้าง ไม่ได้เลยเหรอ?” “ช่วยคุณสักครั้ง?” เฉินตงโมโหสุดขีด “พวกเราแต่งงานกันมาสามปี คุณช่วยหวางเห้าไอ้สวะนั่นไปตั้งเท่ากี่ครั้งแล้ว? ไอ้สวะหวางเห้ามัวแต่ลุ่มหลงอยู่กับสิ่งที่ตัวเองชอบจนชีวิตไม่ก้าวหน้า ขลุกตัวอยู่แต่ในบ้านเกาะพ่อแม่กิน ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะพวกคุณ!” “อย่ามาพูดถึงน้องชายฉันแบบนั้นนะ!” หวางหนันหนันใบหน้าบิดเบี้ยว ยืนชี้หน้าเฉินตงด้วยท่าทางป่าเถื่อนพร้อมพูดข่มขู่ เฉินตงพูดขึ้นอย่างเย้ยหยัน “ทำไมถึงจะพูดไม่ได้? เรียนมหาลัยก็ไปทำคนอื่นท้อง เงินที่ชดใช้ก็เป็นเงินของผม เขาอยากจะซื้อรถก็เป็นผมที่จ่ายเงินซื้อให้เขา ในสามปีนี้ทั้งในที่ลับและที่แจ้งผมจ่ายเงินให้เขาไปตั้งเท่าไหร่? คุณมันปีศาจฝูตี้(ผู้หญิงที่มีน้องชายและต้องช่วยน้องชายในทุกด้านเพราะพ่อแม่ให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว) คุณต่างหากที่ไม่เคยคิดถึงครอบครัวของเรา!” “กรี๊ด! แกหุบปากเดี๋ยวนี้นะ” หวางหนันหนันหวีดร้องออกมาเสียงแหลม “แกหมายความว่ายังไง? แกไม่อยากจะอยู่ด้วยกันแล้วใช่ไหม?” “พวกคุณเอาเงินที่จะใช้รักษาแม่ผมไปซื้อบ้านให้ไอ้สวะ ไม่สนใจไยดีแม่ผม คนที่ไม่อยากจะใช้ชีวิตร่วมกันต่อมันเป็นคุณต่างหาก!” เฉินตงยักไหล่ พูดออกมาด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ “หย่ากันเถอะ!” หวางหนันหนันนิ่งไปในทันที “มึง มึงพูดว่าอะไรนะ?” แต่งงานมาสามปี ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาเฉินตงไม่เคยพูดจาอะไรแบบนี้ออกมา “หย่ากันเถอะ” เฉินตงบอก “แต่งงานกับผมมันทำให้คุณลำบากมาก ผมเองก็ไม่เหมาะกับคุณ ครอบครัวนี้ของคุณ ผมแบกไม่ไหว” พูดจบ เขาก็หมุนตัวเดินออกไป เขาไม่ใช่คนที่มีนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง สามปีที่ผ่านมา แต่ละครั้งที่อดทน ก็เป็นเพราะคิดว่าในตอนนั้นหวางหนันหนันแต่งกับเขา ความจริงแล้วก็นับว่าเธอยอมลดตัวลงมาแต่งกับเขา อีกอย่างหวางหนันหนันก็ยังมีความรู้สึกดีๆต่อเขาบ้าง แต่ว่าครั้งนี้ ในที่สุดเขาก็อดทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว รอจนเฉินตงออกไปจากบ้านแล้ว ในที่สุดหวางหนันหนันก็ได้สติ เธอรีบพุ่งตัวไปหยิบโทรศัพท์มาโทรหามารดาด้วยความวิตกและไร้สติ ร้องไห้ฟูมฟายแล้วว่าขึ้น “แม่…..เฉินตงอยากจะหย่ากับหนู” “ไอ้ชั่วนั่นอยากจะขอหย่ากับแก?” อีกฝั่งของสาย เสียงตวาดของมารดาดังขึ้น “หย่าก็หย่า! มันก็แค่ไอ้คนจน ยังจะกล้ายกหางตัวเองอวดเบ่ง คิดว่าตัวเองแน่นักนะ! เงินสองแสนสุดท้ายนั่นยังไงก็อยู่ที่พวกเราแล้ว มันจะหย่ากับแก อย่างนั้นก็สงเคราะห์มันไป ให้มันไปนั่งร้องไห้กับแม่แก่ใกล้ตายของมันไปเสีย” ณ ขณะนี้ เวลานี้ เฉินตงออกเดินไปเรื่อยๆอย่างไม่มีจุดหมายปลายทาง ท้องฟ้าในตอนกลางคืน มีฝนเม็ดเล็กๆโปรยปรายลงมา ทำให้ตัวของเขาเปียกไปทั้งตัว เขาส่ายหัวอย่างกลัดกลุ้ม เอาเท้าเตะน้ำที่ขังนองอยู่ข้างทาง เงิน เงิน เงิน แม่งทะเลาะกันก็เพราะเงิน! ตอนนี้มีเรื่องกับตระกูลหวางจนต่อกันไม่ติดแล้ว กูแม่งจะไปหาเงินสองแสนนั่นมาจากไหนกันวะ? ฝืด……. ในเวลานี้ รถโรลส์-รอยซ์ แฟนท่อมคันหนึ่งก็หยุดลงตรงข้างตัวของเฉินตง กระจกของรถถูกเลื่อนลง ชายชราคนหนึ่งแต่งกายด้วยชุดราชวงศ์ถังมีมองมาที่เฉินตงด้วยใบหน้าที่แต้มไว้ด้วยรอยยิ้ม “เป็นคุณชายเฉินตงใช่ไหมครับ? เชิญขึ้นรถครับ ไปโรงพยาบาลลี่จิงกับผม” คุณชาย ?! เฉินตงมองชายชราตรงหน้าด้วยสีหน้างุนงง นานนับชั่วขณะหนึ่งที่ชะงักไป ชายชรายิ้มออกมาเล็กน้อย “คุณแม่ของคุณกำลังเข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายตับอยู่ที่โรงพยาบาลครับ”

Options

not work with dark mode
Reset