Winner is king ผู้ชนะเลิศคือราชา – ตอนที่ 285 ผู้หญิงที่น่ารังเกียจ

ยามดึกสงัด

รอบด้านเงียบสนิท

ในห้องนอน ทีวีติดผนังกำลังถ่ายทอดสดข่าวบันเทิง

ในข่าวนั้น เป็นภาพของนักข่าวบันเทิงที่กำลังสัมภาษณ์เฉินหยู่เฟย

เฉินตงขมวดคิ้วน้อยๆ จ้องดูทีวีเขม็ง แต่กลับไม่รู้สึกง่วงเลยแม้แต่น้อย

“ที่รัก ดึกขนาดนี้แล้วยังไม่นอนอีกเหรอ?” กู้ชิงหยิ่งคลอเคลียอยู่ในอ้อมแขนของเฉินตง

“ฉันจะดูอีกสักพักน่ะ” เสียงของเฉินตงหนักอึ้งเคร่งเครียด สีหน้าหมองหม่นกังวล

กู้ชิงหยิ่งชำเลืองมองดูทีวี แล้วพูดอย่างจนใจว่า : “ เรื่องมันจบลงไปแล้ว ท่านหลงก็หายดีจนออกจากโรงพยาบาลแล้วด้วย ทำไมคุณถึงยังกังวลเกี่ยวกับเรื่องของเฉินหยู่เฟยอีกล่ะ?”

เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์แล้ว ที่ท่านหลงได้รับบาดเจ็บ

โชคดีที่ท่านหลงไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรง ตอนนี้ได้กลับไปพักฟื้นที่บ้านแล้วเรียบร้อย

ภาพที่เฉินตงกับเฉินหยู่เฟย พบกันที่โรงพยาบาลลี่จิงในวันนั้น ได้ถูกแชร์ไปจนว่อน Social Network อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความปั่นป่วนอย่างมหาศาล

เพื่อขจัดความกังวลของกู้ชิงหยิ่ง เฉินตงจึงได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้เธอฟัง

เช่นเดียวกับความคิดของเฉินตง กู้ชิงหยิ่งเองก็รู้สึกว่าเฉินหยู่เฟยเป็นแค่ “เด็กอันธพาล” ที่คิดว่าท่านหลงเป็นคนข้างกายของเฉินตง การเฆี่ยนท่านหลงจึงถือเป็นการระบายโทสะ ได้แก้แค้นแทนคุณหญิงใหญ่เฉินแล้วนั่นเอง

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นการตีวัวกระทบคราด เพื่อทำให้เฉินตงลำบากใจ

แต่นับตั้งแต่ช่วงสัปดาห์นี้มา เฉินตงก็ดูวิดีโอสัมภาษณ์ที่เกี่ยวข้องเฉินหยู่เฟยเกือบทุกคืน

นี่ทำให้กู้ชิงหยิ่งมีความรู้สึกเหมือนว่า ตัวเองถูกทอดทิ้ง

ใครบอกว่าคู่บ่าวสาวข้าวใหม่ปลามัน จะได้บรรเลงเพลงรักยามค่ำคืนทุกวันกันนะ?

“ฉันเอาแต่รู้สึกว่า เรื่องมันไม่น่าจะจบลงง่าย ๆ แบบนี้แน่”

เฉินตงยกนิ้วขึ้นชี้ไปที่ทีวี: “ดูสิ เมื่อไหร่ก็ตามที่เฉินหยู่เฟยเผชิญกับการสัมภาษณ์ เจ้าหล่อนจะสงบอยู่เสมอ พูดจาดีมีจังหวะจะโคน ทั้งคำพูดและการแสดงออก ก็ไม่เคยเผยความโกรธเคืองให้เห็น ทั้งยังไม่พบข้อบกพร่องเลยแม้แต่นิดเดียวด้วย”

หลังออกจากโรงแรมในวันนั้น เฉินตงก็เอาแต่ครุ่นคิดถึงเรื่องที่ได้พบกับเฉินหยู่เฟย

ตลอดเหตุการณ์วันนั้น เฉินหยู่เฟยเอาแต่แสดงความหลงตัวเอง และท่าทีอันหยิ่งผยองราวกับไม่เห็นใครในสายตา แต่เขากลับรู้สึกว่า มันดูไร้เหตุผลอย่างไม่น่าเป็นไปได้

แต่ต่อให้มันดูไร้เหตุผล ไม่น่าเป็นไปได้สักแค่ไหน เฉินตงก็ไม่อาจปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้อยู่ดี

หรือเฉินหยู่เฟยจะเป็นคนโง่ไร้สมองงั้นรึ?

ไม่! เธอไม่โง่อย่างแน่นอน!

ถ้าเธอเป็นพวกโง่ไร้สมองจริง ๆ ไม่มีทางที่เธอจะถูกโอบประคอง จนเหมือนเป็นอัญมณีอันแสนมีค่าในฝ่ามือของคุณหญิงใหญ่ตระกูลเฉินแน่ ๆ

ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังอยู่ในวงการบันเทิงที่แสนจะซับซ้อน มากเล่ห์แสนกลอีกด้วย

แม้จะได้รับการสนับสนุนจากตระกูลเฉิน แต่ถ้าเจ้าตัวไม่มีความสามารถจริง ๆ แถมยังมีนิสัยที่หลงตัวเองและหยิ่งผยอง ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะอยู่ในวงการบันเทิงได้

แต่ทั้งที่เป็นอย่างนั้น เฉินหยู่เฟยก็ยังประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม

ไม่ว่าจะเป็นในวงการบันเทิง หรือความนิยมจากบรรดาผู้ชมทั้งหลาย

ดวงตาของกู้ชิงหยิ่งเป็นประกายหม่นแสง หันไปดูวิดีโอสัมภาษณ์พร้อมเฉินตง

พูดกันตามตรง มันก็เป็นเหมือนกับที่เฉินตงพูดมาจริง ๆ นั่นแหละ

ทั้งการพูดและกริยาท่าทาง แม้แต่กู้ชิงหยิ่งเอง ก็ยังเกรงว่าจะทำไม่ได้ขนาดนั้นด้วยซ้ำ

เรียกได้ว่า…ปกปิดมิดชิด ชนิดที่ไม่มีจุดด่างพร้อยรั่วไหลออกมาให้เห็น

การใช้คำว่า “หยิ่งผยองหลงตัวเอง” มาบรรยายคนแบบนี้ เห็นได้ชัดว่ามีอคติในใจ

“คุณคิดว่าวันนั้นที่เธอมาพบคุณ เธอจงใจแสดงท่าทางแบบนั้นให้คุณเห็นสินะ?”

กู้ชิงหยิ่งถามด้วยความสงสัย: “แต่ถ้าหล่อนทำไปโดยเจตนา นี่ก็ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์แล้วนะ น่าจะมีการเดินเกมอะไรต่อได้แล้วสิ”

“จุดนี้ฉันคิดยังไงก็คิดไม่ออกเหมือนกัน”

เฉินตงขยี้ผมอย่างหงุดหงิด มองกู้ชิงหยิ่งที่ดูเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลีย เริ่มหาวออกมาแล้ว

เฉินตงระงับความรู้สึกสงสัยในใจไว้ก่อน

เขาจูบหน้าผากกู้ชิงหยิ่งเบา ๆ พูดเสียงอ่อนโยนว่า : “เอาเถอะ ช่วงหลายวันมานี้ลำบากคุณแล้วจริง ๆ ต้องมานอนดึกเป็นเพื่อนทุกวัน ฉันไม่คิดแล้วดีกว่า ไปนอนกันเถอะ”

“นอนกัน?” ร่างกายของกู้ชิงหยิ่งสั่นระริก รู้สึกถึงความร้อนที่ใบหู ความเขินอายแผ่กระจายจากโคนหูไปที่แก้ม จนหน้าแดงเห่อร้อนไปหมด

เฉินตงยกยิ้มเจ้าเล่ห์: “ตามนั้นแหละ!”

…………………

เพียงพริบตา เวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งสัปดาห์

ทุกอย่างเงียบสงบไร้คลื่นลม

ชีวิตดูเหมือนว่าจะกลับมาเป็นปกติดีทุกประการ

เฉินหยู่เฟยไม่มาปรากฏตัวอีกเลย ราวกับว่าเรื่องการเฆี่ยนตีท่านหลงเมื่อวันนั้น ได้จบสิ้นลงไปแล้วอย่างสมบูรณ์

สิ่งนี้ทำให้เฉินตงลดความระแวดระวังลง จิตใจก็ผ่อนคลายลงไปอย่างช้าๆ จนเริ่มไปทุ่มเทกับการทำงานได้อีกครั้ง

ปัญหาของทางบริษัทไท่ติ่งนั้น ท่านหลงก็ช่วยจัดการไปได้พอสมควรแล้ว

ส่วนเรื่องที่เหลือ ภายในเวลาสองสัปดาห์ เฉินตงก็จัดการเคลียร์ได้หมดจดเรียบร้อย

โครงการปรับปรุงย่านสลัมทางตะวันตกของเมืองใกล้จะแล้วเสร็จ หลังจากที่ได้กำไรขั้นต้น ตลาดสำหรับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ตามมาในภายหลัง ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

แม้แต่โจวจุนหลงกับโจวเย่นชิว ผู้ที่ช่วยเหลือเฉินตงให้รอดพ้นจากช่วงเวลาที่ยากลำบาก ซึ่งอยู่ในย่านสลัมทางตะวันตกของเมือง ก็ยังได้รับประโยชน์อย่างมากมายจากคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้

อีกด้านหนึ่ง ฉินเย่กับฉินเสี่ยวเชียง ก็ร่วมมือกันจัดตั้งบริษัททางการเงินขึ้นมา

นอกจากนี้ยังมีบริษัทการเงินเดิมของตระกูลฉิน ซึ่งทำให้ทันทีที่พวกฉินเย่ลงมือ ทั้งสองก็กลายเป็นยักษ์ใหญ่ ในแวดวงอุตสาหกรรมทางการเงินได้อย่างรวดเร็ว

สองพี่น้องกวาดโลกแห่งการเงินจนเรียบ ด้วยการเทรดอันยิ่งใหญ่ระดับเทพของทั้งคู่

ทุกสิ่งทุกอย่าง กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีอย่างเป็นระบบระเบียบ

เช้าตรู่วันนี้

เฉินตงจัดประชุมประจำการ สำหรับผู้บริหารระดับกลางของบริษัท ร่วมกันตัดสินใจเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนา และการขยายกิจการของบริษัทไท่ติ่งในอนาคต

เขาเพิ่งกลับถึงห้องทำงาน ก็มีโทรศัพท์สายหนึ่งโทรเข้ามา

เมื่อมองไปที่หมายเลขที่ไม่คุ้นเคย เฉินตงก็ขมวดคิ้วมุ่น กดปุ่มตอบรับสัญญาณ

แต่เสียงหัวเราะสดใสราวเสียงนกขมิ้นที่ดังมาจากปลายสาย ทำให้คิ้วของเขายิ่งขมวดเป็นปมขึ้นมาในทันที

“พี่ตง ทำอะไรอยู่เหรอ?”

เฉินหยู่เฟย!

ในระหว่างสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เฉินตงเกือบจะลืมเรื่องของเฉินหยู่เฟยไปแล้ว

แต่คิดไม่ถึงจริงๆ ว่า จู่ ๆ เธอจะมาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง

“ดูเหมือนเธอจะลืมคำเตือนของฉันไปแล้วสินะ” เสียงของเฉินตงเย็นชาอย่างยิ่ง

“พี่ตงอย่าเพิ่งโกรธกันสิ ฉันก็ไม่ได้มีอะไรสักหน่อย แค่ครั้งนี้มีกิจกรรมที่ต้องทำ แล้วต้องได้เข้าไปในถิ่นของพี่พอดีจะดีจะชั่วยังไง เราก็ต่างเป็นคนตระกูลเฉินด้วยกัน นัดกินข้าวด้วยกันสักมื้อ มันคงไม่ถือว่ามากเกินไปหรอกเนอะ?”

ที่ปลายสาย เสียงหัวเราะของเฉินหยู่เฟย ยังคงเหมือนเดิมกับในวันนั้นไม่มีผิด มักทำให้คนที่ได้ยินรู้สึกว่า ทุกเรื่องเป็นแค่เรื่องขำ ๆ จะยังไงก็ได้อยู่ตลอดเวลา

แต่ด้วยความสัมพันธ์ที่เหมือนน้ำกับไฟ ระหว่างเฉินตงกับคุณหญิงใหญ่ตระกูลเฉิน

ต่อให้เฉินหยู่เฟยจะโง่อีกสักแค่ไหน เธอก็คงไม่แสดงท่าทีแบบนี้จริง ๆ หรอกมั้ง?

“ไม่มีเวลา” เฉินตงปฏิเสธออกไปตรงๆ

ในขณะที่กำลังจะวางสาย

เสียงของเฉินหยู่เฟยเย็นเยียบลงทันที: “หึ! ถ้าพี่ไม่ตกลง ฉันก็รับรองไม่ได้หรอกนะว่าจะทำอะไรที่มันเกินเลยไปกว่านั้นรึเปล่า บาดแผลของตาเฒ่าหลงนั่นคงจะเกือบหายดีแล้วใช่มั้ยล่ะ?”

“เธอกล้างั้นเรอะ!”

ความเกลียดชังฉายวาบขึ้นมาในดวงตาของเฉินตง

“ฉันมีอะไรให้ไม่กล้าล่ะ?”

เฉินหยู่เฟยพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “ถึงยังไง ฉันก็เป็นถึงคุณหนูใหญ่ของตระกูลเฉิน ฉันจะเฆี่ยนตาเฒ่าหลงนั่นอีกสักกี่ครั้ง เขาก็ต้องเชื่อฟัง แล้วยอมให้ฉันเฆี่ยนต่อไปอยู่ดี”

เฉินตงนิ่งเงียบไม่พูดอะไรออกมา สีหน้าเย็นจัดราวปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง โทสะปะทุเดือด

แม่คุณหนูใหญ่คนนี้ คิดจะเล่นกับไฟให้ได้จริง ๆ ใช่มั้ย?

แทบจะทันทีหลังจากนั้น เสียงของเฉินหยู่เฟยก็ดังขึ้นอีกครั้งจากปลายสาย

“ตกลงนะ เป็นคืนนี้เลย ยังไงฉันก็ไม่กินพี่เข้าไปหรอกน่า แค่หยอกให้กลัวเล่น ๆ หรอก แม้ว่าฉันจะมีความสัมพันธ์ที่ดีมากกับคุณย่า แต่ฉันก็แค่ผู้หญิงคนหนึ่ง พูดตรง ๆ ถ้าคิดจะสู้กันเพื่อให้ได้สืบทอดตำแหน่งทายาทของตระกูล ก็คงจะเป็นไปได้ยากเป้าหมายของฉันคือการได้เป็นดาราดังในวงการบันเทิงต่างหาก ฉันจะไม่มัวมาเล่นกลยุทธ์ตาต่อตาฟันต่อฟันกับพี่ เหมือนกับพวกปากกัดตีนถีบพวกนั้นหรอกนะ”

เฉินตงพูดอย่างเย็นชา: “เวลา สถานที่”

หลังจากวางสายไป

เฉินตงนั่งบนเก้าอี้อย่างจมดิ่งอยู่ในความคิดแต่โทรศัพท์ในมือกลับถูกบีบแน่นจนส่งเสียงลั่นดังเอี๊ยด

คำพูดของเฉินหยู่เฟย ดูคล้ายว่าตัวเธอจะละวางความหยิ่งยโสจากในตอนแรกลงไปได้จนหมด ไม่เหมือนพวกเฉินเทียนเซิงกับเฉินเทียนหย่างคู่นั้น ที่ใช้แต่อารมณ์จนเหมือนเป็นพายุฝนคลุ้มคลั่งมาตั้งแต่ครั้งแรกที่ลงมือ

แต่ท่าทางแบบนั้นของเธอ กลับทำให้เขารู้สึกหน่วง ๆ ในใจอย่างประหลาด

ผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งละวางท่าทางอันหยิ่งยโสของตัวเองลง แล้วแสดงความไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ เขาย่อมไม่สามารถตอบโต้ด้วยความรุนแรงได้ หากไม่ทำตามที่เจ้าหล่อนพูด ไม่แน่ว่า ผู้หญิงคนนี้อาจแสดงด้านที่ชั่วร้ายของเธอออกมาอีกครั้ง

นี่ต่างหาก คือส่วนที่ยาก

เฉินตงถูขมับ แล้วเอนหลังพิงเก้าอี้: “คืนนี้ เรามาดูกันว่า เธอจะเล่นลูกไม้อะไรอีก?”

ในเวลาเดียวกัน.

อีกด้านหนึ่ง ในห้องเพรสซิเด้นท์เชลสวีทของโรงแรมไท่ซาน

หลังจากวางสาย เฉินหยู่เฟยก็ยกยิ้มน้อย ๆ: “ผู้ชายหนอผู้ชาย ช่างปั่นหัวง่ายซะจริงเชียว ถ้าฉันจัดการปัญหาเรื่องของแกเสร็จเมื่อไหร่ ฉันก็จะเข้าใกล้การเป็นเจ้าบ้านตระกูลเฉินมากขึ้นอีกขั้น วิธีการฆ่าคนมีตั้งมากมายเท่าไหร่ พวกผู้ชายต่ำต้อยต้องปากกัดตีนถีบอย่างแก มันช่างโง่เง่าซะจริง ๆ เลย”

Winner is king ผู้ชนะเลิศคือราชา

Winner is king ผู้ชนะเลิศคือราชา

บทนำ เฉินตงกับหวางหนันหนันแต่งงานกัน3ปี ถูกภรรยาที่ยกน้องชายเป็นหัวแก้วหัวแหวนบีบคั้น แล้วยังถูกดูถูกเหยียดหยาม วันหนึ่งได้กลับตระกูลมหาเศรษฐี เขาสาบานว่าต้องกอบกู้ศักดิ์ศรีกลับคืนมา ต้องทำให้คนที่ดูถูกเขาเสียใจกับสิ่งที่ทำ ให้คนที่เหยียดหยามเขาต้องชดใช้อย่างสาสม เรื่องย่อ “ขอโทษครับคุณเฉิน ระยะมะเร็งตับของแม่ของคุณ…..” มองคุณหมอที่อยู่ตรงหน้าส่ายหน้า เฉินตงมึนงงไปชั่วขณะ ในพริบตาดวงตาก็กลายเป็นสีแดง ตั้งแต่เล็กจนโต เขากับแม่พึ่งพาอาศัยกัน เพื่อที่จะส่งให้เขาเรียนหนังสือ แม่ทำงานจนป่วย ไม่ทันที่จะได้สะดวกสบาย ก็ตกลงมาอยู่ในเหตุการณ์แบบนี้แล้ว “คุณหมอ ขอร้องล่ะครับ ช่วยแม่ผมด้วย แค่หนทางสักนิดก็ไม่มีแล้วเหรอครับ?” เสียงของเฉินตงแหบแห้งยังมีเสียงสะอื้นปนอยู่ คุณหมอลังเลอยู่ชั่วครู่ กล่าวขึ้น “ยังมีวิธีสุดท้ายอยู่ ก็คือทำการเปลี่ยนถ่ายตับ ตอนนี้ทางแพทย์มีของอยู่พอดี…..” ชะงักไปชั่วครู่ เขาก็มองเฉินตงตั้งแต่หัวจรดเท้า การรักษาที่ยาวนาน ทำให้เขารู้สถานการณ์ตอนนี้ของเฉินตงดี แต่ เขาก็ยังพูดออกมา “แต่ว่า…..ค่าใช้จ่ายไม่น้อยเลยนะครับ อย่างน้อยๆในช่วงแรกก็ประมาณสองแสน” สองแสน? ดวงตาของเฉินตงวาววับ รีบจับมือของคุณหมอเอาไว้ “รักษา จะต้องรักษานะครับ ผมยังมีอีกสองแสน!” เงินไม่มีแล้วยังหาได้ แต่ว่าไม่มีแม่แล้ว ก็ไม่สามารถหาได้อีกแล้ว “อย่างนั้นคุณก็รีบๆรวบรวมเงิน ถ้าเกิดว่ายังประวิงเวลาออกไปอีก วิธีปลูกถ่ายตับก็หมดหนทางแล้ว” นายแพทย์พยักหน้า ถอนหายใจครั้งหนึ่งแล้วก็หมุนตัวจากไป เดินออกมาจากโรงพยาบาล ท้องฟ้ามีฝนเม็ดเล็กๆโปรยลงมา เฉินตงรีบร้อนกลับบ้าน ภรรยา หวางหนันหนันกำลังนอนเอกเขนกดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟา แถมในปากยังกินขนมมันฝรั่งทอดอยู่อีกด้วย เธอเหลือบมองเฉินตง หวางหนันหนันว่าขึ้น “แม่ดีขึ้นบ้างไหม?” “หมอบอกว่า ถ้าเกิดว่าสามารถเข้ารับการปลูกถ่ายตับได้ ก็ยังมีทางรักษา” เฉินตงพูดขึ้นอย่างดีใจราวกับคว้าเอาหญ้ากอสุดท้ายที่ใช้รักษาชีวิตเอาไว้ได้ “ต้องใช้สองแสน ยังดีที่บ้านของเรายังพอมีอยู่ แม่ยังมีโอกาสอีกครั้งหนึ่ง” พูดไป เขาก็หมุนตัวเข้าไปหยิบเอาบัตรธนาคารในห้อง ในพริบตาสีหน้าของหวานหนันหนันก็เปลี่ยนไป รีบร้องขึ้น “เฉินตง คุณหยุดเดี๋ยวนี้นะ!” เฉินตงเลิกคิ้วขึ้นเบาๆ ราวกับว่านึกอะไรขึ้นได้ หมุนตัวหันกลับมามองหวางหนันหนัน “เงินล่ะ?” หวางหนันหนันวิตกกังวล อึกๆอักๆไม่พูดออกมา “เอาไปให้ที่บ้านคุณอีกแล้วเหรอ?” เฉินตงเลิกคิ้ว รอยยิ้มที่แสดงออกมานั้นช่างดูขมขื่นจนหาอะไรมาเปรียบเทียบไม่ได้ ฝีเท้าของเขาก้าวลงไปนั่งบนโซฟาอย่างไร้เรี่ยวแรง หยิบซองบุหรี่ที่ยับยู่ยี่ออกมา “แช๊ะ” จุดบุหรี่มวนนึงขึ้น ดูดบุหรี่เข้าปอดแรงๆ ทิ้งร่างนอนพาดอยู่บนโซฟา แต่งงานมาสามปี เรื่องซ้ำ ๆเดิม ๆ และมันไม่ใช่ครั้งแรก “หนันหนัน นี่เป็นเงินที่เอาไว้ใช้รักษาแม่ผม” เฉินตงพูดขึ้นอย่างอ่อนล้า “ขอคืนมาได้ไหม?” “ขอคืนมา?” คิ้วของหวางหนันหนันกระตุกขึ้น ตวาดออกมาเสียงแหลม “เฉินตง คุณหมายความว่ายังไง? ฉันเอาเงินเล็กๆน้อยๆไปแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ฉัน จะมีหน้าที่ไหนไปขอกลับมาห้ะ?” เฉินตงข่มสีหน้าและอารมณ์ให้เย็นลง แล้วว่าขึ้น “โรงพยาบาลบอกว่าตอนนี้มีตับที่เข้ากันได้อยู่พอดี ถ้าสามารถเอาเงินไปให้โรงพยาบาลได้ในทันที โรงพยาบาลก็สามารถที่จะเริ่มทำการผ่าตัดปลูกถ่ายตับให้แม่ผมได้เลย จากสถานการณ์ของแม่ผมในตอนนี้ คงจะทนได้อีกไม่นาน” “ฉันไม่สนใจ นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของคุณเอง คุณก็ไปหาทางเอาเอง” ในทันใดหวางหนันหนันก็ร้องเริ่มร้องไห้เสียงดัง น้ำตาไหลนอง “ภายในเวลาสั้นๆผมจะไปหาเงินสองแสนมาจากไหน?” เฉินตงรู้สึกเหมือนหัวกำลังจะระเบิดออกมาแล้ว กึ่งหนึ่งคือการขอร้อง “หนันหนัน ช่วยผมครั้งหนึ่ง ขอคืนมาเถอะนะ แม่ของผมยังรอเงินสองแสนนั่นมาช่วยชีวิตอยู่นะ!” “เฉินตง! เงินนั่นให้แม่ฉันไปแล้ว ฉันไม่มีทางที่จะไปขอกลับมา” หวางหนันหนันร้องไห้ไปแล้วทรุดนั่งลงบนพื้น ทั้งน้ำมูกทั้งน้ำตาไหลออกมา “แม่ของคุณก็กำลังจะตายอยู่แล้ว คุณยังจะเอาเงินไปผลาญทิ้งที่โรงพยาบาลอีก ตกลงคุณเคยคิดถึงครอบครัวพวกเราบ้างหรือเปล่า?” ร่างกายของเฉินตงสั่น ความโกรธมากระจุกรวมกันอยู่ที่ลำคอของเขา เขาหยิบโทรศัพท์ของหวางหนันหนันขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “คุณไม่โทร ผมโทร!” ไม่รอให้หวางหนันหนันขัดขวาง สายโทรออกก็โดนรับสาย “แม่ครับ หนันหนันเพิ่งจะให้เงินแม่ไปสองแสนใช่ไหมครับ?” เฉินตงขอร้อง “ขอร้องล่ะครับช่วยคืนเงินสองแสนให้ผมได้ไหม นั่นเป็นเงินที่จะใช้รักษาแม่ผม แม่ผมท่านยังรอรับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่นะครับ” อีกฝั่งของสาย อยู่แม่ยายก็ตวาดขึ้น “เฉินตงแกพูดจาบ้าบออะไรออกมา? เงินนั่นเป็นเงินที่หนันหนันแสดงความกตัญญูต่อพวกเรา แกยังมีหน้าจะมาขอเงินกลับไปอีก? ในตอนนั้นหนันหนันอยากจะแต่งงานกับแก พวกเราก็ไม่เห็นด้วย จากสภาพของแก ก็เป็นเพราะหนันหนันหน้ามืดตามัวถึงได้ยอมแต่งงานกับแก” “ในตอนนี้หนักกว่านั้นอีก หนันหนันมีใจอยากจะกตัญญูต่อพ่อแม่ เอาเงินมาให้พวกเราสองคนใช้ ชายหงส์(ผู้ชายที่เกิดในบ้านยากจนและเข้ามหาวิทยาลัยโดยความพยายาม จบเรียนแล้วก็ดำเนินชีวิตที่เมือง)อย่างแกยังกล้าที่จะบากหน้ามาขอเงินกลับไป ฉันจะบอกแกให้นะ หวางเห้ากำลังจะแต่งงานแล้ว เงินนั่นพวกเราเตรียมจะเอาไปวางดาวน์ค่าบ้านงวดแรกให้หวางเห้า อยากได้เงิน? แค่แดงเดียวก็ไม่มี!” ปัง! สายตัดไปแล้ว เฉินตงแน่นิ่งไป แม่ยายนี่ฟังในสิ่งที่ฉันพูดไม่เข้าใจหรือยังไง? “เฉินตง คุณเป็นบ้าเหรอ?” หวางหนันหนันกระชากคอเสื้อของเฉินตงราวกับคนบ้า “คุณทำเรื่องบ้าๆแบบนี้ลงไปได้ยังไง ฉันเอาเงินไปให้พ่อแม่ฉัน ทำไมคุณต้องทำเหมือนมันฟ้ามันจะผ่าลงมาให้ได้?” เฉินตงมองหวางหนันหนันอย่างหดหู่ ดวงตาแดงก่ำ “ในสายตาของพวกคุณ ชีวิตของแม่ผม ยังไม่มีค่าเท่ากับเงินดาวน์บ้านงวดแรกของน้องชายคุณอย่างนั้นเหรอ?” “ไร้สาระ!” หวางหนันหนันปล่อยมือจากเฉินตง หยิบของในห้องขึ้นมาแล้วก็เขวี้ยงปาข้าวของจนเละเทะ ในพริบตา ห้องรับแขกก็รกและยุ่งเหยิงไปหมด หวางหนันหนันร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรแล้วทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา “เฉินตงคุณมันคนใจดำ ตอนนั้นทำไมฉันถึงได้แต่งงานกับคุณนะ เพื่อแม่ของคุณ คุณทุ่มเททิ้งเงินไปตั้งเท่าไหร่แล้ว? ฉันยอมอดทนลำบากมากับคุณ แม้แต่บ้านที่อยู่ก็ต้องเช่า คุณเคยสงสารฉันบ้างไหม? เสี่ยวเห้าเป็นน้องชายของฉัน แล้วก็เป็นน้องของคุณด้วย เขากำลังจะแต่งงานแล้ว ฉันเป็นถึงพี่สาว จะช่วยฉันบ้าง ไม่ได้เลยเหรอ?” “ช่วยคุณสักครั้ง?” เฉินตงโมโหสุดขีด “พวกเราแต่งงานกันมาสามปี คุณช่วยหวางเห้าไอ้สวะนั่นไปตั้งเท่ากี่ครั้งแล้ว? ไอ้สวะหวางเห้ามัวแต่ลุ่มหลงอยู่กับสิ่งที่ตัวเองชอบจนชีวิตไม่ก้าวหน้า ขลุกตัวอยู่แต่ในบ้านเกาะพ่อแม่กิน ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะพวกคุณ!” “อย่ามาพูดถึงน้องชายฉันแบบนั้นนะ!” หวางหนันหนันใบหน้าบิดเบี้ยว ยืนชี้หน้าเฉินตงด้วยท่าทางป่าเถื่อนพร้อมพูดข่มขู่ เฉินตงพูดขึ้นอย่างเย้ยหยัน “ทำไมถึงจะพูดไม่ได้? เรียนมหาลัยก็ไปทำคนอื่นท้อง เงินที่ชดใช้ก็เป็นเงินของผม เขาอยากจะซื้อรถก็เป็นผมที่จ่ายเงินซื้อให้เขา ในสามปีนี้ทั้งในที่ลับและที่แจ้งผมจ่ายเงินให้เขาไปตั้งเท่าไหร่? คุณมันปีศาจฝูตี้(ผู้หญิงที่มีน้องชายและต้องช่วยน้องชายในทุกด้านเพราะพ่อแม่ให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว) คุณต่างหากที่ไม่เคยคิดถึงครอบครัวของเรา!” “กรี๊ด! แกหุบปากเดี๋ยวนี้นะ” หวางหนันหนันหวีดร้องออกมาเสียงแหลม “แกหมายความว่ายังไง? แกไม่อยากจะอยู่ด้วยกันแล้วใช่ไหม?” “พวกคุณเอาเงินที่จะใช้รักษาแม่ผมไปซื้อบ้านให้ไอ้สวะ ไม่สนใจไยดีแม่ผม คนที่ไม่อยากจะใช้ชีวิตร่วมกันต่อมันเป็นคุณต่างหาก!” เฉินตงยักไหล่ พูดออกมาด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ “หย่ากันเถอะ!” หวางหนันหนันนิ่งไปในทันที “มึง มึงพูดว่าอะไรนะ?” แต่งงานมาสามปี ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาเฉินตงไม่เคยพูดจาอะไรแบบนี้ออกมา “หย่ากันเถอะ” เฉินตงบอก “แต่งงานกับผมมันทำให้คุณลำบากมาก ผมเองก็ไม่เหมาะกับคุณ ครอบครัวนี้ของคุณ ผมแบกไม่ไหว” พูดจบ เขาก็หมุนตัวเดินออกไป เขาไม่ใช่คนที่มีนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง สามปีที่ผ่านมา แต่ละครั้งที่อดทน ก็เป็นเพราะคิดว่าในตอนนั้นหวางหนันหนันแต่งกับเขา ความจริงแล้วก็นับว่าเธอยอมลดตัวลงมาแต่งกับเขา อีกอย่างหวางหนันหนันก็ยังมีความรู้สึกดีๆต่อเขาบ้าง แต่ว่าครั้งนี้ ในที่สุดเขาก็อดทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว รอจนเฉินตงออกไปจากบ้านแล้ว ในที่สุดหวางหนันหนันก็ได้สติ เธอรีบพุ่งตัวไปหยิบโทรศัพท์มาโทรหามารดาด้วยความวิตกและไร้สติ ร้องไห้ฟูมฟายแล้วว่าขึ้น “แม่…..เฉินตงอยากจะหย่ากับหนู” “ไอ้ชั่วนั่นอยากจะขอหย่ากับแก?” อีกฝั่งของสาย เสียงตวาดของมารดาดังขึ้น “หย่าก็หย่า! มันก็แค่ไอ้คนจน ยังจะกล้ายกหางตัวเองอวดเบ่ง คิดว่าตัวเองแน่นักนะ! เงินสองแสนสุดท้ายนั่นยังไงก็อยู่ที่พวกเราแล้ว มันจะหย่ากับแก อย่างนั้นก็สงเคราะห์มันไป ให้มันไปนั่งร้องไห้กับแม่แก่ใกล้ตายของมันไปเสีย” ณ ขณะนี้ เวลานี้ เฉินตงออกเดินไปเรื่อยๆอย่างไม่มีจุดหมายปลายทาง ท้องฟ้าในตอนกลางคืน มีฝนเม็ดเล็กๆโปรยปรายลงมา ทำให้ตัวของเขาเปียกไปทั้งตัว เขาส่ายหัวอย่างกลัดกลุ้ม เอาเท้าเตะน้ำที่ขังนองอยู่ข้างทาง เงิน เงิน เงิน แม่งทะเลาะกันก็เพราะเงิน! ตอนนี้มีเรื่องกับตระกูลหวางจนต่อกันไม่ติดแล้ว กูแม่งจะไปหาเงินสองแสนนั่นมาจากไหนกันวะ? ฝืด……. ในเวลานี้ รถโรลส์-รอยซ์ แฟนท่อมคันหนึ่งก็หยุดลงตรงข้างตัวของเฉินตง กระจกของรถถูกเลื่อนลง ชายชราคนหนึ่งแต่งกายด้วยชุดราชวงศ์ถังมีมองมาที่เฉินตงด้วยใบหน้าที่แต้มไว้ด้วยรอยยิ้ม “เป็นคุณชายเฉินตงใช่ไหมครับ? เชิญขึ้นรถครับ ไปโรงพยาบาลลี่จิงกับผม” คุณชาย ?! เฉินตงมองชายชราตรงหน้าด้วยสีหน้างุนงง นานนับชั่วขณะหนึ่งที่ชะงักไป ชายชรายิ้มออกมาเล็กน้อย “คุณแม่ของคุณกำลังเข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายตับอยู่ที่โรงพยาบาลครับ”

Options

not work with dark mode
Reset