Winner is king ผู้ชนะเลิศคือราชา – ตอนที่ 462 การต่อสู้ระหว่างผู้หญิงสองคน

หลังจากพูดจบ

เทียนอ้ายก็สูดหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง แล้วถอยหลังไปสองสามก้าว

วินาทีต่อมา เธอวิ่งตรงไปข้างหน้าด้วยความเร็ว

เธอกระโดดลอยตัวขึ้นไปในอากาศ เหยียบกำแพงสองครั้ง และข้ามกำแพงได้อย่างง่ายดาย

ตุ๊บ !

เท้าทั้งสองข้างแตะถึงพื้น

เทียนอ้ายรู้สึกดีใจ ด้วยฝีมือของเธอ หากคิดที่จะปีนกำแพงเข้ามา ถือว่าเป็นเรื่องง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ

ในขณะที่กำลังภาคภูมิใจอยู่นั้น เธอเองก็ไม่กล้าประมาทเช่นกัน

สมาคมซานเหอเป็นองค์กรใหญ่ของหงหุ้ย หากถูกจับได้ว่าเธอแอบลักลอบเข้ามา จะต้องเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นแน่นอน

เทียนอ้ายเดินเลียบไปตามกำแพงอย่างระมัดระวัง ใบหน้าอันงดงามของเธอดูเคร่งขรึม ดวงตาคอยสอดส่องโดยรอบอยู่ตลอดเวลา

นี่คือลานที่เงียบสงบมาก

“ลานที่เงียบสงบเช่นนี้ คงจะไม่มีใครเดินผ่านมาหรอกนะ ?”

เทียนอ้ายรู้สึกวางใจ

ทว่า

จ๊อกๆ……

จู่ๆ ก็มีเสียงน้ำไหลดังขึ้น

ราวกับเสียงฟ้าผ่า

ทำลายความสงบของลานไปหมดสิ้น

เส้นประสาทของเทียนอ้ายตึงเครียดขึ้นทันที

ยังไม่ทันที่เธอจะได้หันหลังกลับ ก็มีเสียงที่นุ่มนวลดังขึ้นจากทางด้านหลัง

“ขอโทษด้วยนะ ถ้าไม่มีอะไรเข้าใจผิด ฉันก็ถือว่าเป็นคนคนหนึ่ง”

รูม่านตาของเทียนอ้ายหดลงถึงขีดสุดด้วยความตกใจ

หัวใจเต้นระส่ำ

เธอหันหลังกลับไปทันที จากนั้นจึงพบเข้ากับใบหน้าที่งดงามจนเหนือคำบรรยายกำลังจ้องมองเธออยู่ ดวงตากลมโตเปล่งประกายราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า จ้องเขม็งมาที่เธอ

สวรรค์ สวยเกินไปไหม ?

เทียนอ้ายตกอยู่ในภวังค์ทันที

ถึงแม้ตัวเธอเองจะเป็นผู้หญิง แต่เมื่อเห็นใบหน้านี้ก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตะลึง

ยิ่งไปกว่านั้น ถึงแม้ตอนนี้ใบหน้านั้นจะจ้องเขม็งมาที่เธอ แต่กลับทำให้เธอตื่นตะลึง และรู้สึกราวกับว่าหัวใจกำลังจะละลาย

เดี๋ยวก่อน ที่ฉันถูกเจอตัวเข้าแล้วนี่ !

ทำไมยังมัวแต่สนใจใบหน้าของผู้หญิงคนนี้อยู่อีก ?

อันที่จริงแล้ว เย่หลิงหลงเองก็อึ้งไปเช่นเดียวกัน

เธอเป็นหงกุ้นของหงหุ้ย และเป็นหลานสาวคนเดียวของจู่เหล่ารุ่นหยวน เย่หยวนชิว

ตั้งแต่จำความได้ น้อยมากที่จะมีคนแอบเข้ามาในสมาคมซานเหอ

เพราะคนที่ติดต่อกับหงหุ้ยจริงๆ จะรู้ดีว่า สมาคมจงเหอคือสถานที่เช่นไร

แต่ครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่เธอเคยพบ !

ผู้หญิงที่ปีนกำแพงเข้ามาตรงหน้า ก็ถือว่าเป็นการบุกรุก !

เพียงแต่ “การพบกันโดยบังเอิญ” ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ก็ทำให้เย่หลิงหลงตั้งสติไม่ได้ไปพักใหญ่เช่นกัน

นิ้วหัวแม่มือด้านขวางอุดก๊อกน้ำเอาไว้ แต่บางครั้งก็ปล่อยมือออกและมีน้ำไหลออกมา จากนั้นก็ถูกนิ้วมืออุดขึ้นอีกครั้ง

เป็นอยู่เช่นนี้

ภาพทุกอย่างหยุดนิ่งลงเป็นเวลาห้าวินาที

จู่ๆ เทียนอ้ายก็พูดขึ้นว่า : “เอ๊ะ ! แปลกจริงๆ ดูเหมือนฉันจะมาผิดที่แล้ว ขอโทษด้วยนะคะ ฉันขอตัวก่อน”

ขณะที่พูด เธอก็เดินถอยหลังไปสองสามก้าว และเตรียมที่จะกระโดดข้ามกำแพงออกไป

หากถูกจับได้ว่าลักลอบเข้ามาในองค์กรใหญ่ของหงหุ้ย จะต้องเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นแน่นอน

ยิ่งไปกว่านั้น อาจกระทบไปถึงตำแหน่งของเธอด้วย

“หยุดเดี๋ยวนี้ !”

เย่หลิงหลงตั้งสติได้ ใบหน้าอันงดงามของเธอปกคลุมไปด้วยน้ำค้างแข็งทันที

เธอทิ้งก๊อกน้ำ แล้วยืนขวางอยู่หน้ากำแพง แววตาเต็มไปด้วยความดุดัน

“เธอคิดว่าฉันโง่หรือยังไง ? ปีนกำแพงเข้ามาในสมาคมซานเหอ แล้วยังจะบอกว่ามาผิดอีกหรือ ?”

ท่าทางดุดัน น้ำเสียงเย็นชา : “หากเธอจะไป ก็ได้ ! หากเธอไม่ทิ้งอะไรเอาไว้สักอย่าง ก็ต้องเอาชนะฉันให้ได้ !”

แย่แล้ว !

เทียนอ้ายตะโกนเสียงดังขึ้นในใจ

แต่ก็ยังมีท่าทีสุขุม ดวงตาของเธอเหลือบไปมองประตูใหญ่ของลาน แล้วรู้สึกกลัวเล็กน้อย

“วางใจเถอะ ไม่มีคนเข้ามาแน่นอน ต่อให้มีคนเข้ามา ฉันก็จะห้ามไม่ให้พวกเขาลงมือ” เย่หลิงหลงเดาความคิดของเทียนอ้ายออก

เทียนอ้ายยักไหล่ : “ฉันไม่ชอบทำร้ายผู้หญิง เธอก็ถือซะว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้น……”

เมื่อพูดถึงตรงนี้ เธอก็จงใจหยุดพูดไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงกำหมัด แล้วแสดงท่าทีน่าสงสารออกมา และกล่าวอ้อนวอน : “ฉันขอร้องเธอล่ะ ปล่อยฉันไปเถอะ ถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นก็แล้วกัน”

ล้อเล่นน่า !

แอบลักลอบเข้ามาในองค์กรใหญ่ของหงหุ้ย นั่นเท่ากับกระตุกหนวดเสือชัดๆ

ยังดีที่ตอนนี้มีแค่ผู้หญิงคนนี้เพียงคนเดียว

หากรู้ไปถึงหูของคนอื่นๆ ในสมาคมซานเหอ วันนี้เธอถูกฝังอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน

ถึงแม้นิสัยของเทียนอ้ายจะชอบเอาชนะ แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นไม่รู้จักกลัวตาย

หากสามารถเอาตัวรอดไปได้จึงถือเป็นเรื่องดี ส่วนศักดิ์ศรีสำคัญตรงไหน ?

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการอ้อนวอนที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เย่หลิงหลงเองก็ตกตะลึงไปเช่นกัน

จากนั้น สีหน้าของเธอก็ยิ่งเย็นชามากขึ้น

“เธอกำลังดูถูกฉันอย่างนั้นหรือ ? อะไรที่เรียกว่าไม่รังแกผู้หญิง ?”

เย่หลิงหลงเอ่ยปากพูดขึ้นทันที แววตาของเธอเผยความดุร้ายออกมา

เธอเป็นหนึ่งในหงกุ้นของหงหุ้ย อาศัยความมุ่งมั่นในการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก จุดประสงค์ก็เพื่อที่จะลบคำสบประมาทว่าเธอเป็นเพียงผู้หญิง และสายตาที่แปลกประหลาดที่มองเธอว่าเป็นหลานสาวของเย่หยวนชิว

ตอนนี้ คำพูดหนึ่งประโยคของเทียนอ้าย แทงใจดำของเธอเข้าอย่างจัง

วินาทีถัดมา

เย่หลิงหลงทำตัวเหมือนลูกศร พุ่งตรงเข้าหาเทียนอ้ายในทันที

เทียนอ้ายเคร่งขรึมลง รู้ดีว่าไม่อาจหลบเลี่ยงได้อีก

เธอกัดฟันแล้วพุ่งตรงเข้าไปหาเย่หลิงหลง

ตุ้บ !

ทั้งสองเผชิญหน้ากัน และปล่อยหมัดเข้าใส่อีกฝ่ายโดยไม่ลังเล

แทบจะในเวลาเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายหน้าถอดสีพร้อมกันทันที

หมัดนี้เป็นการหยั่งเชิง

ทั้งสองต่างตกตะลึงในความสามารถของฝ่ายตรงข้าม

คนหนึ่งเป็นหงกุ้นของหงหุ้ยที่ได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก ส่วนอีกคนก็เป็นสมาชิกขององค์กรระหว่างประเทศที่ได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก

แน่นอนว่าต้องมีอีกฝ่ายที่เหนือกว่า

แต่หากจะพูดว่าเหนือกว่ามากน้อยแค่ไหนนั้น คงไม่อาจตัดสินออกมาได้

หนึ่งหมัดที่ต่อยออกไป ยังไม่มีใครเพลี่ยงพล้ำ

แต่นี่เป็นการจุดประกายจิตวิญญาณในการต่อสู้ของทั้งสองฝ่าย

จากนั้นทั้งสองก็ปล่อยหมัดและเท้าเข้าโจมตีอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วราวกับพายุ

หมัดและเท้าที่รวดเร็วเหมือนพายุ พุ่งเข้าโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่า

“ผู้หญิงอ่อนแอ” ในสายตาของคนรอบข้าง กลับใช่การโจมตีที่ดุดันอย่างถึงที่สุดในการต่อสู้

แต่เป็นเพราะเกี่ยวพันถึงชาติกำเนิด

ฝีมือของเย่หลิงหลง เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเหนือชั้นกว่าเมียนอ้าย หรือพูดได้ว่าดุดันกว่าเทียนอ้ายเล็กน้อย

และเป็นเพราะความแตกต่างเช่นนี้

หลังจากต่อสู้ไปสักพัก เทียนอ้ายก็เริ่มเสียเปรียบ

เธอฝึกฝนตั้งแต่เล็กจนโต แต่ไม่ว่าจะฝึกอย่างไร ก็ไม่อาจสู้เย่หลิงหลงที่เติบโตมาพร้อมกับการสั่งสมประสบการณ์การต่อสู้ตั้งแต่ยังเด็กไม่ได้

หงกุ้นประจำพื้นที่ เป็นตัวแทนที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการต่อสู้สูงสุดของพื้นที่นั้นแล้ว

ซึ่งเป็นตำแหน่งที่แลกมาด้วยการใช้หมัดต่อสู้ !

ไม่แน่ว่าในด้านอื่น เทียนอ้ายอาจจะเหนือกว่าเย่หลิงหลง

แต่การต่อสู้ด้วยหมัดและเท้า เทียนอ้ายย่อมด้อยกว่าเย่หลิงหลงแน่นอน

ตุ้บ !

ในขณะที่ต่อสู้กันอยู่นั้น เย่หลิงหลงแสดงท่าทีดุดันออกมา แล้วฉวยโอกาสชกเข้าไปที่หน้าอกของเทียนอ้าย

และในขณะที่เทียนอ้ายถอยร่นไปด้านหลัง ก็ฉวยโอกาสใช้กรงเล็บจับเข้าไปที่แขนขวาของเย่หลงหลิง จนเกิดเป็นรอยถลอกขึ้นสามเส้น

“ฮู่~”

หลังจากเทียนอ้ายยืนได้อย่างมั่นคง เธอก็รีบหายใจหายใจเข้าด้วยท่าทีเจ็บปวดทันที จากนั้นจึงจ้องเขม็งไปที่เย่หลิงหลงด้วยความโกรธ : “ดูเหมือนเธอจะไม่ใช่คนดีเท่าไหร่นะ ทำไมถึงชกลงมาในที่แบบนี้ได้ ?”

“มันเล็กเกินไป ก็เลยช่วยเพิ่มขนาดให้หน่อย”

เย่หลิงหลงขมวดคิ้วแน่น แล้วเหลือบไปมองรอบแผลบนแขน และไม่ได้สนใจ จากนั้นจึงพุ่งตัวเข้าใส่เทียนอ้ายด้วยความเร็วราวกับพายุอีกครั้ง

ท่าทีดุร้าย ราวกับเสือที่กระโจนลงมาจากภูเขา

เทียนอ้ายขมวดคิ้ว เส้นเลือดบริเวณหางตาของเธอกระตุกสองสามครั้ง

แต่ก็ไม่ได้หลบหลีก และพุ่งตรงเข้าต่อสู้เช่นกัน

เพียงแต่การเผชิญหน้ากับเย่หลิงหลงในแต่ละครั้ง เธอจะค่อยๆ เขยิบตัวเข้าไปใกล้กำแพงโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันจะสังเกตเห็น

“ฉันขอสู้ตายกับเธอ !”

จู่ๆ เทียนอ้ายก็ตะโกนออกมาเสียงดัง เท้าขวาของเธอเตะทะลุอากาศไปอย่างรวดเร็วราวกับแส้ และพุ่งตรงเข้าใส่ด้านข้างลำตัวของเย่หลิงหลง

ใช้แรงอันหนักหน่วงและรวดเร็วดุจสายฟ้า

ใบหน้าของเย่หลิงหลงเคร่งขรึมลง เธอยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาและพุ่งตรงเข้าไป

ตุ้บ !

เท้าที่เป็นเหมือนแส้โจมตีเข้ามาอีกครั้ง ที่น่าตกใจก็คือทำให้เย่หลงหลิงต้องโซเซถอยหลังไปหลายก้าว

ใบหน้าเย็นชาของเธอ ในที่สุดก็ปรากฏท่าทีของความเจ็บปวดขึ้นมา แขนทั้งสองข้างรู้สึกเจ็บปวด

ทว่า

“ลาก่อนนะ”

เทียนอ้ายโจมตีสำเร็จ แต่เธอไม่ได้อาศัยจังหวะที่ได้เปรียบเข้าโจมตีอีกครั้งเพื่อเอาชนะ แต่กลับหันหลัง แล้วกระโดดข้ามกำแพงไป

ภาพนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก

เย่หลิงหลงผงะไปทันที

นิ้วอันเรียวงามบนมือที่ขาวนวลเนียนขยับโดยไม่รู้ตัว

เมื่อครู่ เธอถึงขนาดเตรียมตัวที่จะรับการโจมตีจากเทียนอ้ายอีกครั้ง และงัดกลยุทธ์ทุกอย่างมาใช้ในการต่อสู้

“ผู้หญิงคนนี้ต่างหากที่ไม่ใช่คนดี”

เย่หลงหลิงก่นด่าไปหนึ่งประโยค จากนั้นจึงขยับแขนทั้งสองข้าง แล้วพูดออกมาเหมือนมีความคิดอะไรบางอย่าง : “แต่สาเหตุที่ผู้หญิงคนนี้แอบลักลอบเข้ามาในสมาคมซานเหอ เป็นเพราะอะไรกันแน่ ? ดูๆ แล้วไม่เหมือนคนที่มีจุดประสงค์ร้ายนะ”

ภายในห้อง

เฉินตงนอนอยู่บนเตียง

เสียงตะโกนและเสียงต่อสู้ที่เกิดขึ้นด้านนอกเมื่อครู่ เขาได้ยินชัดเจนทั้งหมด

หนึ่งในเสียงที่ได้ยิน เขาสามารถแยกแยะออกมาได้อย่างรวดเร็วว่า เป็นเสียงของเทียนอ้าย !

เพียงแต่สภาพของเขาในตอนนี้ ไม่อาจที่จะหยุดการต่อสู้ในครั้งนี้ได้

แต่ว่าการมาของเทียนอ้าย กลับทำให้เฉินตงรู้สึกดีใจ

“เสี่ยวหยิ่งเป็นคนให้เธอมาตามหาฉันหรือ ?”

Winner is king ผู้ชนะเลิศคือราชา

Winner is king ผู้ชนะเลิศคือราชา

บทนำ เฉินตงกับหวางหนันหนันแต่งงานกัน3ปี ถูกภรรยาที่ยกน้องชายเป็นหัวแก้วหัวแหวนบีบคั้น แล้วยังถูกดูถูกเหยียดหยาม วันหนึ่งได้กลับตระกูลมหาเศรษฐี เขาสาบานว่าต้องกอบกู้ศักดิ์ศรีกลับคืนมา ต้องทำให้คนที่ดูถูกเขาเสียใจกับสิ่งที่ทำ ให้คนที่เหยียดหยามเขาต้องชดใช้อย่างสาสม เรื่องย่อ “ขอโทษครับคุณเฉิน ระยะมะเร็งตับของแม่ของคุณ…..” มองคุณหมอที่อยู่ตรงหน้าส่ายหน้า เฉินตงมึนงงไปชั่วขณะ ในพริบตาดวงตาก็กลายเป็นสีแดง ตั้งแต่เล็กจนโต เขากับแม่พึ่งพาอาศัยกัน เพื่อที่จะส่งให้เขาเรียนหนังสือ แม่ทำงานจนป่วย ไม่ทันที่จะได้สะดวกสบาย ก็ตกลงมาอยู่ในเหตุการณ์แบบนี้แล้ว “คุณหมอ ขอร้องล่ะครับ ช่วยแม่ผมด้วย แค่หนทางสักนิดก็ไม่มีแล้วเหรอครับ?” เสียงของเฉินตงแหบแห้งยังมีเสียงสะอื้นปนอยู่ คุณหมอลังเลอยู่ชั่วครู่ กล่าวขึ้น “ยังมีวิธีสุดท้ายอยู่ ก็คือทำการเปลี่ยนถ่ายตับ ตอนนี้ทางแพทย์มีของอยู่พอดี…..” ชะงักไปชั่วครู่ เขาก็มองเฉินตงตั้งแต่หัวจรดเท้า การรักษาที่ยาวนาน ทำให้เขารู้สถานการณ์ตอนนี้ของเฉินตงดี แต่ เขาก็ยังพูดออกมา “แต่ว่า…..ค่าใช้จ่ายไม่น้อยเลยนะครับ อย่างน้อยๆในช่วงแรกก็ประมาณสองแสน” สองแสน? ดวงตาของเฉินตงวาววับ รีบจับมือของคุณหมอเอาไว้ “รักษา จะต้องรักษานะครับ ผมยังมีอีกสองแสน!” เงินไม่มีแล้วยังหาได้ แต่ว่าไม่มีแม่แล้ว ก็ไม่สามารถหาได้อีกแล้ว “อย่างนั้นคุณก็รีบๆรวบรวมเงิน ถ้าเกิดว่ายังประวิงเวลาออกไปอีก วิธีปลูกถ่ายตับก็หมดหนทางแล้ว” นายแพทย์พยักหน้า ถอนหายใจครั้งหนึ่งแล้วก็หมุนตัวจากไป เดินออกมาจากโรงพยาบาล ท้องฟ้ามีฝนเม็ดเล็กๆโปรยลงมา เฉินตงรีบร้อนกลับบ้าน ภรรยา หวางหนันหนันกำลังนอนเอกเขนกดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟา แถมในปากยังกินขนมมันฝรั่งทอดอยู่อีกด้วย เธอเหลือบมองเฉินตง หวางหนันหนันว่าขึ้น “แม่ดีขึ้นบ้างไหม?” “หมอบอกว่า ถ้าเกิดว่าสามารถเข้ารับการปลูกถ่ายตับได้ ก็ยังมีทางรักษา” เฉินตงพูดขึ้นอย่างดีใจราวกับคว้าเอาหญ้ากอสุดท้ายที่ใช้รักษาชีวิตเอาไว้ได้ “ต้องใช้สองแสน ยังดีที่บ้านของเรายังพอมีอยู่ แม่ยังมีโอกาสอีกครั้งหนึ่ง” พูดไป เขาก็หมุนตัวเข้าไปหยิบเอาบัตรธนาคารในห้อง ในพริบตาสีหน้าของหวานหนันหนันก็เปลี่ยนไป รีบร้องขึ้น “เฉินตง คุณหยุดเดี๋ยวนี้นะ!” เฉินตงเลิกคิ้วขึ้นเบาๆ ราวกับว่านึกอะไรขึ้นได้ หมุนตัวหันกลับมามองหวางหนันหนัน “เงินล่ะ?” หวางหนันหนันวิตกกังวล อึกๆอักๆไม่พูดออกมา “เอาไปให้ที่บ้านคุณอีกแล้วเหรอ?” เฉินตงเลิกคิ้ว รอยยิ้มที่แสดงออกมานั้นช่างดูขมขื่นจนหาอะไรมาเปรียบเทียบไม่ได้ ฝีเท้าของเขาก้าวลงไปนั่งบนโซฟาอย่างไร้เรี่ยวแรง หยิบซองบุหรี่ที่ยับยู่ยี่ออกมา “แช๊ะ” จุดบุหรี่มวนนึงขึ้น ดูดบุหรี่เข้าปอดแรงๆ ทิ้งร่างนอนพาดอยู่บนโซฟา แต่งงานมาสามปี เรื่องซ้ำ ๆเดิม ๆ และมันไม่ใช่ครั้งแรก “หนันหนัน นี่เป็นเงินที่เอาไว้ใช้รักษาแม่ผม” เฉินตงพูดขึ้นอย่างอ่อนล้า “ขอคืนมาได้ไหม?” “ขอคืนมา?” คิ้วของหวางหนันหนันกระตุกขึ้น ตวาดออกมาเสียงแหลม “เฉินตง คุณหมายความว่ายังไง? ฉันเอาเงินเล็กๆน้อยๆไปแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ฉัน จะมีหน้าที่ไหนไปขอกลับมาห้ะ?” เฉินตงข่มสีหน้าและอารมณ์ให้เย็นลง แล้วว่าขึ้น “โรงพยาบาลบอกว่าตอนนี้มีตับที่เข้ากันได้อยู่พอดี ถ้าสามารถเอาเงินไปให้โรงพยาบาลได้ในทันที โรงพยาบาลก็สามารถที่จะเริ่มทำการผ่าตัดปลูกถ่ายตับให้แม่ผมได้เลย จากสถานการณ์ของแม่ผมในตอนนี้ คงจะทนได้อีกไม่นาน” “ฉันไม่สนใจ นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของคุณเอง คุณก็ไปหาทางเอาเอง” ในทันใดหวางหนันหนันก็ร้องเริ่มร้องไห้เสียงดัง น้ำตาไหลนอง “ภายในเวลาสั้นๆผมจะไปหาเงินสองแสนมาจากไหน?” เฉินตงรู้สึกเหมือนหัวกำลังจะระเบิดออกมาแล้ว กึ่งหนึ่งคือการขอร้อง “หนันหนัน ช่วยผมครั้งหนึ่ง ขอคืนมาเถอะนะ แม่ของผมยังรอเงินสองแสนนั่นมาช่วยชีวิตอยู่นะ!” “เฉินตง! เงินนั่นให้แม่ฉันไปแล้ว ฉันไม่มีทางที่จะไปขอกลับมา” หวางหนันหนันร้องไห้ไปแล้วทรุดนั่งลงบนพื้น ทั้งน้ำมูกทั้งน้ำตาไหลออกมา “แม่ของคุณก็กำลังจะตายอยู่แล้ว คุณยังจะเอาเงินไปผลาญทิ้งที่โรงพยาบาลอีก ตกลงคุณเคยคิดถึงครอบครัวพวกเราบ้างหรือเปล่า?” ร่างกายของเฉินตงสั่น ความโกรธมากระจุกรวมกันอยู่ที่ลำคอของเขา เขาหยิบโทรศัพท์ของหวางหนันหนันขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “คุณไม่โทร ผมโทร!” ไม่รอให้หวางหนันหนันขัดขวาง สายโทรออกก็โดนรับสาย “แม่ครับ หนันหนันเพิ่งจะให้เงินแม่ไปสองแสนใช่ไหมครับ?” เฉินตงขอร้อง “ขอร้องล่ะครับช่วยคืนเงินสองแสนให้ผมได้ไหม นั่นเป็นเงินที่จะใช้รักษาแม่ผม แม่ผมท่านยังรอรับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่นะครับ” อีกฝั่งของสาย อยู่แม่ยายก็ตวาดขึ้น “เฉินตงแกพูดจาบ้าบออะไรออกมา? เงินนั่นเป็นเงินที่หนันหนันแสดงความกตัญญูต่อพวกเรา แกยังมีหน้าจะมาขอเงินกลับไปอีก? ในตอนนั้นหนันหนันอยากจะแต่งงานกับแก พวกเราก็ไม่เห็นด้วย จากสภาพของแก ก็เป็นเพราะหนันหนันหน้ามืดตามัวถึงได้ยอมแต่งงานกับแก” “ในตอนนี้หนักกว่านั้นอีก หนันหนันมีใจอยากจะกตัญญูต่อพ่อแม่ เอาเงินมาให้พวกเราสองคนใช้ ชายหงส์(ผู้ชายที่เกิดในบ้านยากจนและเข้ามหาวิทยาลัยโดยความพยายาม จบเรียนแล้วก็ดำเนินชีวิตที่เมือง)อย่างแกยังกล้าที่จะบากหน้ามาขอเงินกลับไป ฉันจะบอกแกให้นะ หวางเห้ากำลังจะแต่งงานแล้ว เงินนั่นพวกเราเตรียมจะเอาไปวางดาวน์ค่าบ้านงวดแรกให้หวางเห้า อยากได้เงิน? แค่แดงเดียวก็ไม่มี!” ปัง! สายตัดไปแล้ว เฉินตงแน่นิ่งไป แม่ยายนี่ฟังในสิ่งที่ฉันพูดไม่เข้าใจหรือยังไง? “เฉินตง คุณเป็นบ้าเหรอ?” หวางหนันหนันกระชากคอเสื้อของเฉินตงราวกับคนบ้า “คุณทำเรื่องบ้าๆแบบนี้ลงไปได้ยังไง ฉันเอาเงินไปให้พ่อแม่ฉัน ทำไมคุณต้องทำเหมือนมันฟ้ามันจะผ่าลงมาให้ได้?” เฉินตงมองหวางหนันหนันอย่างหดหู่ ดวงตาแดงก่ำ “ในสายตาของพวกคุณ ชีวิตของแม่ผม ยังไม่มีค่าเท่ากับเงินดาวน์บ้านงวดแรกของน้องชายคุณอย่างนั้นเหรอ?” “ไร้สาระ!” หวางหนันหนันปล่อยมือจากเฉินตง หยิบของในห้องขึ้นมาแล้วก็เขวี้ยงปาข้าวของจนเละเทะ ในพริบตา ห้องรับแขกก็รกและยุ่งเหยิงไปหมด หวางหนันหนันร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรแล้วทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา “เฉินตงคุณมันคนใจดำ ตอนนั้นทำไมฉันถึงได้แต่งงานกับคุณนะ เพื่อแม่ของคุณ คุณทุ่มเททิ้งเงินไปตั้งเท่าไหร่แล้ว? ฉันยอมอดทนลำบากมากับคุณ แม้แต่บ้านที่อยู่ก็ต้องเช่า คุณเคยสงสารฉันบ้างไหม? เสี่ยวเห้าเป็นน้องชายของฉัน แล้วก็เป็นน้องของคุณด้วย เขากำลังจะแต่งงานแล้ว ฉันเป็นถึงพี่สาว จะช่วยฉันบ้าง ไม่ได้เลยเหรอ?” “ช่วยคุณสักครั้ง?” เฉินตงโมโหสุดขีด “พวกเราแต่งงานกันมาสามปี คุณช่วยหวางเห้าไอ้สวะนั่นไปตั้งเท่ากี่ครั้งแล้ว? ไอ้สวะหวางเห้ามัวแต่ลุ่มหลงอยู่กับสิ่งที่ตัวเองชอบจนชีวิตไม่ก้าวหน้า ขลุกตัวอยู่แต่ในบ้านเกาะพ่อแม่กิน ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะพวกคุณ!” “อย่ามาพูดถึงน้องชายฉันแบบนั้นนะ!” หวางหนันหนันใบหน้าบิดเบี้ยว ยืนชี้หน้าเฉินตงด้วยท่าทางป่าเถื่อนพร้อมพูดข่มขู่ เฉินตงพูดขึ้นอย่างเย้ยหยัน “ทำไมถึงจะพูดไม่ได้? เรียนมหาลัยก็ไปทำคนอื่นท้อง เงินที่ชดใช้ก็เป็นเงินของผม เขาอยากจะซื้อรถก็เป็นผมที่จ่ายเงินซื้อให้เขา ในสามปีนี้ทั้งในที่ลับและที่แจ้งผมจ่ายเงินให้เขาไปตั้งเท่าไหร่? คุณมันปีศาจฝูตี้(ผู้หญิงที่มีน้องชายและต้องช่วยน้องชายในทุกด้านเพราะพ่อแม่ให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว) คุณต่างหากที่ไม่เคยคิดถึงครอบครัวของเรา!” “กรี๊ด! แกหุบปากเดี๋ยวนี้นะ” หวางหนันหนันหวีดร้องออกมาเสียงแหลม “แกหมายความว่ายังไง? แกไม่อยากจะอยู่ด้วยกันแล้วใช่ไหม?” “พวกคุณเอาเงินที่จะใช้รักษาแม่ผมไปซื้อบ้านให้ไอ้สวะ ไม่สนใจไยดีแม่ผม คนที่ไม่อยากจะใช้ชีวิตร่วมกันต่อมันเป็นคุณต่างหาก!” เฉินตงยักไหล่ พูดออกมาด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ “หย่ากันเถอะ!” หวางหนันหนันนิ่งไปในทันที “มึง มึงพูดว่าอะไรนะ?” แต่งงานมาสามปี ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาเฉินตงไม่เคยพูดจาอะไรแบบนี้ออกมา “หย่ากันเถอะ” เฉินตงบอก “แต่งงานกับผมมันทำให้คุณลำบากมาก ผมเองก็ไม่เหมาะกับคุณ ครอบครัวนี้ของคุณ ผมแบกไม่ไหว” พูดจบ เขาก็หมุนตัวเดินออกไป เขาไม่ใช่คนที่มีนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง สามปีที่ผ่านมา แต่ละครั้งที่อดทน ก็เป็นเพราะคิดว่าในตอนนั้นหวางหนันหนันแต่งกับเขา ความจริงแล้วก็นับว่าเธอยอมลดตัวลงมาแต่งกับเขา อีกอย่างหวางหนันหนันก็ยังมีความรู้สึกดีๆต่อเขาบ้าง แต่ว่าครั้งนี้ ในที่สุดเขาก็อดทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว รอจนเฉินตงออกไปจากบ้านแล้ว ในที่สุดหวางหนันหนันก็ได้สติ เธอรีบพุ่งตัวไปหยิบโทรศัพท์มาโทรหามารดาด้วยความวิตกและไร้สติ ร้องไห้ฟูมฟายแล้วว่าขึ้น “แม่…..เฉินตงอยากจะหย่ากับหนู” “ไอ้ชั่วนั่นอยากจะขอหย่ากับแก?” อีกฝั่งของสาย เสียงตวาดของมารดาดังขึ้น “หย่าก็หย่า! มันก็แค่ไอ้คนจน ยังจะกล้ายกหางตัวเองอวดเบ่ง คิดว่าตัวเองแน่นักนะ! เงินสองแสนสุดท้ายนั่นยังไงก็อยู่ที่พวกเราแล้ว มันจะหย่ากับแก อย่างนั้นก็สงเคราะห์มันไป ให้มันไปนั่งร้องไห้กับแม่แก่ใกล้ตายของมันไปเสีย” ณ ขณะนี้ เวลานี้ เฉินตงออกเดินไปเรื่อยๆอย่างไม่มีจุดหมายปลายทาง ท้องฟ้าในตอนกลางคืน มีฝนเม็ดเล็กๆโปรยปรายลงมา ทำให้ตัวของเขาเปียกไปทั้งตัว เขาส่ายหัวอย่างกลัดกลุ้ม เอาเท้าเตะน้ำที่ขังนองอยู่ข้างทาง เงิน เงิน เงิน แม่งทะเลาะกันก็เพราะเงิน! ตอนนี้มีเรื่องกับตระกูลหวางจนต่อกันไม่ติดแล้ว กูแม่งจะไปหาเงินสองแสนนั่นมาจากไหนกันวะ? ฝืด……. ในเวลานี้ รถโรลส์-รอยซ์ แฟนท่อมคันหนึ่งก็หยุดลงตรงข้างตัวของเฉินตง กระจกของรถถูกเลื่อนลง ชายชราคนหนึ่งแต่งกายด้วยชุดราชวงศ์ถังมีมองมาที่เฉินตงด้วยใบหน้าที่แต้มไว้ด้วยรอยยิ้ม “เป็นคุณชายเฉินตงใช่ไหมครับ? เชิญขึ้นรถครับ ไปโรงพยาบาลลี่จิงกับผม” คุณชาย ?! เฉินตงมองชายชราตรงหน้าด้วยสีหน้างุนงง นานนับชั่วขณะหนึ่งที่ชะงักไป ชายชรายิ้มออกมาเล็กน้อย “คุณแม่ของคุณกำลังเข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายตับอยู่ที่โรงพยาบาลครับ”

Options

not work with dark mode
Reset