(Yaoi) พักใจกับนายรูมเมท – ตอนที่ 1-5

ตอนที่ 1-5 The blues

 

 

 

 

“เฮ้ย แม่งเอ๊ย บ้าอะไรวะเนี่ย…” 

 

 

ทันทีที่เปิดประตูตู้เย็นออกกว้าง ซองจูก็ได้แต่ยืนนิ่งค้างอยู่ตรงนั้น ภาพตรงหน้าที่เห็นมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ภาพของตู้เย็นที่ตอนนี้มันอัดแน่นไปด้วยวัตถุดิบสำหรับทำอาหาร 

 

 

เขาใช้ชีวิตร่วมกับจองอูมาเป็นเวลากว่าสองสัปดาห์แล้ว ตลอดช่วงเวลานั้น บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก และมันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ซองจูหงุดหงิดใจอย่างที่สุด 

 

 

ไอ้ของพวกนี้ก็ด้วย 

 

 

ซองจูจะไม่ทำอาหารกินเองที่บ้านอย่างเด็ดขาด เหตุผลมันก็มีอยู่ร้อยแปดพันเก้า แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องกลิ่นที่มันจะเหม็นคลุ้งติดไปทั่วห้อง 

 

 

แน่นอนว่าเรื่องนี้สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการใช้เครื่องระบายอากาศ แต่ในความเป็นจริงฮันซองจูเป็นมนุษย์ประเภทที่ชอบเปิดหน้าต่างรอบบ้านออกกว้างๆ ทิ้งไว้ตลอดวัน ให้อากาศได้หมุนเวียนอย่างสะดวก แม้ว่านั่นจะไม่ช่วยในการรักษาบรรยากาศก็ตามแต่ แล้วเขาก็เป็นพวกจมูกไวต่อกลิ่นอาหารเสียด้วย 

 

 

แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น มนุษย์เราก็ยังคงต้องกินอาหารเพื่อดำรงชีวิตอยู่ดี ส่วนมากแล้วมินซิกจะเป็นคนเอาอาหารมาส่งให้เขาวันละครั้ง หรือไม่เขาก็สั่งอาหารมาที่ห้องเองบ้าง 

 

 

แต่นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ตู้เย็นเขามันเริ่มอัดแน่นไปด้วยวัตถุดิบสำหรับทำอาหาร แน่นขนาดที่แทบจะหาช่องว่างไม่เจอเลยทีเดียว ซึ่งมันก็หมายความว่าต่อไปนี้จะมีอาหารถูกปรุงขึ้นในครัวทุกๆ มื้อ แล้วกลิ่นก็จะต้องคละคลุ้งไปทั่วห้องอย่างไม่ต้องสงสัยเลย 

 

 

ในสถานการณ์ปกติ ด้วยนิสัยของเขาแล้วคงเดินไปบอกอีกฝ่ายให้รู้แล้วรู้รอด แต่นี่มันไม่ใช่ เขาไม่กล้าพอที่จะทำแบบนั้น ถึงในความเป็นจริงแล้วห้องนี้จะไม่ใช่ห้องของหมอนั่นเหมือนกัน แต่ว่าคงไม่มีใครที่ไหนยอมอดข้าวเพียงเพราะเป็นคำสั่งของคนนิสัยเสียอย่างเขาหรอก 

 

 

สุดท้ายเขาก็ทำได้แค่ทนต่อไป แล้วฮันซองจูคนนี้ก็เกลียดความจริงข้อนั้นเสียด้วยสิ เขาทำเพียงปิดประตูตู้เย็นอย่างแรงด้วยอารมณ์ที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมา ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง 

 

 

“จริงๆ เลย ทำอะไรอย่างใจไม่ได้สักอย่างแบบนี้มัน…” 

 

 

บ่นพึมพำด้วยความโกรธที่มันพลุ่งพล่านเสียจนไม่สามารถอดกลั้นได้อีกต่อไป 

 

 

คนแบบเขาที่แม้แต่พี่น้องที่คุ้นเคยกันดียังไม่สามารถทนอยู่ด้วยได้ กลับใช้ชีวิตอยู่ร่วมชายคาเดียวกับใครที่ไหนก็ไม่รู้มาได้เป็นสัปดาห์แล้ว บอกใครไปก็คงไม่ใครเขาเชื่อ 

 

 

ถ้าเป็นคนอื่น เขาคงไล่ตะเพิดออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ผู้บุกรุกคนนี้ดันเป็นคนรู้จักของดงฮยอน รุ่นพี่สมัยมหาวิทยาลัยที่ควบตำแหน่งผู้บริหารของบริษัทที่เขาสังกัดอยู่ด้วยนี่สิ ไม่ใช่แค่นั้น คนอย่างชินดงฮยอนไม่มีทางให้ความช่วยเหลือใคร ด้วยเหตุเพียงแค่ว่า เขาคนนั้นคือลูกพี่ลูกน้องของเพื่อน ซึ่งความจริงข้อนั้นซองจูเองก็รู้อยู่แก่ใจดี 

 

 

ฟันธงได้เลยว่า ไอ้บ้าคิมจองอูอะไรนั่นจะต้องกำลังตกอยู่ในสภาวะที่ยากลำบากอย่างมาก หรือไม่ก็มีเหตุผลอะไรบางอย่างที่ไม่สามารถจะบอกกับใครได้ 

 

 

การเผชิญหน้ากับคนที่มีนิสัยแบบนั้น ทำให้เขาไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าอีกฝ่ายจะพูดหรือจะตอบโต้อะไรกลับมาบ้าง และซองจูก็ไม่ปรารถนาให้มันเป็นแบบนั้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาพอใจจะอยู่ร่วมกับอีกคนหรอกนะ 

 

 

ถึงอย่างไรสิ่งที่เกลียด มันก็คือสิ่งที่เกลียดอยู่วันยังค่ำ ถึงเขาจะพยายามอดทนอดกลั้นมากแค่ไหน แต่บางครั้งมันก็เป็นเรื่องยากเย็นเสียเหลือเกิน ในวันนี้ก็เช่นกัน ซองจูผู้มีอารมณ์แปรปรวนง่าย และกำลังพยายามอดกลั้นต่อความโกรธที่พลุ่งพล่าน เขาหยิบแก้วกาแฟออกมาจากเครื่องชงกาแฟ แล้วในตอนนั้นเอง 

 

 

“อ้าว พี่ครับ วันหลังถ้าอยากดื่มกาแฟก็บอกผมสิครับ ผมจะได้ไปซื้อแบบที่มันอร่อยๆ มาให้” 

 

 

มินซิกโผล่พรวดพราดเข้ามาในครัว ด้วยท่าทางตื่นตระหนกจนเกินเหตุ มือทั้งสองข้างของเจ้านั่นหอบหิ้วถุงอาหารฟาสต์ฟู้ดเยอะแยะจนดูพะรุงพะรังไปหมด 

 

 

“ก่อนจะพูดแบบนั้นออกมาเนี่ย นายได้แหกตาดูบรรดาถุงที่ตัวเองหิ้วมาแล้วรึยัง ถ้ายังหิ้วกาแฟมาด้วยอีก นายคิดว่ามันจะยังเหลือมาถึงฉันไหม คิดจะให้ฉันดื่มกาแฟที่หกหมดแล้วอย่างงั้นเหรอ” 

 

 

มินซิกเพียงหัวเราะคิกคักอย่างไม่ได้ถือสาหาความอะไรนักกับคำพูดคำจาเหน็บแหนมจากอีกฝ่ายที่ได้ยินอยู่เป็นปกติ 

 

 

“โธ่ พี่ก็จริงๆ เลย ผมก็มีวิธีหอบมาได้ครบหมดอยู่ดีแหละครับ ผมทำหน้าที่เป็นผู้จัดการให้พี่มาห้าปีแล้วนะ ถ้าแค่นั้นยังทำไม่ได้ก็คงเกินเยียวยาแล้วละครับ” 

 

 

ซองจูหัวเราะคิกคักออกมา ขณะที่มองดูมินซิกพูดจ้อเรื่อยเปื่อยอย่างคนช่างคุย ในขณะที่มือก็ง่วนกับการจัดการนำข้าวของมากมายที่อยู่ในถุงออกมาข้างนอก อย่างไรเสียเจ้านี่ก็เป็นหนึ่งในคนไม่กี่คนที่ยอมรับกับความหัวร้อนง่ายของเขาได้ 

 

 

“ว่าแต่ทำไมเป็นแฮมเบอร์เกอร์ล่ะ นายไม่ใช่รึไงที่คอยบ่นเรื่องห้ามกินอาหารฟาสต์ฟู้ดน่ะ” 

 

 

“อ๋อ อันนี้เหรอครับ พี่จองอูเขาบ่นว่าอยากกิน ผมก็เลยซื้อมาให้น่ะครับ พี่เองก็ไม่ได้อยู่ในช่วงที่ต้องระวังเรื่องรูปร่างแล้ว จะกินบ้างสักครั้งมันก็มะ…ไม่เป็นไร พี่ครับ! พี่ครับ แล้วนั่นพี่จะไปไหน! ไม่กินก่อนแล้วค่อยไปล่ะครับ!” 

 

 

“ไม่กงไม่กินมันแล้ว เวรเอ๊ย” 

 

 

ซองจูไม่ได้รอฟังที่มินซิกพูดจนจบ ก็พาลเดินหนีกลับเข้าห้องนอนไปในทันที พร้อมกลับปิดประตูเสียงดังปัง 

 

 

“ไอ้โง่เอ๊ย…” 

 

 

บ่นพึมพำทั้งที่ตัวยังยืนพิงอยู่กับประตูห้อง และในมือก็ยังคงถือแก้วมัคเอาไว้ ไม่ได้วางลงให้เรียบร้อย แต่ถึงกระนั้นความโกรธก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดทอนลงเลย ซองจูก้าวฉับๆ เข้าไปด้านในห้อง ก่อนจะวางแก้วมัคที่มีกาแฟอยู่เต็มแก้วลงที่โต๊ะข้างเตียง แล้วจึงทิ้งตัวลงบนเตียงนอน 

 

 

“ไอ้ตัวไม่ได้เรื่องนั่น เอาแต่บอกว่าต้องดูแลรูปร่างอยู่เรื่อย จะกินอาหารฟาสต์ฟู้ดไม่ได้อย่างเด็ดขาด แต่นี่แค่ไอ้คนที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้บ่นว่าอยากจะกินขึ้นมาแค่นั้นแหละ ถึงกับรีบซื้อมาประเคนให้ทันทีเนี่ยนะ? แล้วยังมีหน้ามาทำตัวมีน้ำใจ ด้วยการบอกว่าซื้อมาเผื่อด้วย เฮอะ น่าขอบคุณเสียเหลือเกิน ไม่รู้เลยนะเนี่ยว่าฉันก็กินมันได้ด้วย แล้วยังมาตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องอีก ไอ้เลวเอ๊ย” 

 

 

ซองจูดีดดิ้นไปมาบนเตียงใหญ่ พร้อมกับสบถคำด่าออกมามั่วซั่วไปหมด 

 

 

ถึงซองจูจะเป็นประเภทอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายอย่างไร แต่ในเมื่อเป็นคนของเขาก็ควรจะแยกแยะอารมณ์เขาออกสิ แม้ว่าสำหรับซองจู ‘คนของเขา’ จะแบ่งแยกออกไปหลากหลายแบบ เช่นเดียวกับนิสัยของเขา แต่แน่นอนว่าหนึ่งในนั้น มันหมายถึง ‘คนที่สามารถเข้าถึงความรู้สึกของเขาได้’  

 

 

ถึงมันจะดูแปลกประหลาด แต่ในบรรดาคนที่อยู่ในขอบเขตนั้น ก็มีชื่อของ ‘ฮันซองฮี’ น้องชายที่เขาเกลียดเข้าไส้รวมอยู่ด้วย ซองจูเชื่อใจเขามากกว่าที่คิดเพราะอย่างไรเสียก็เป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกัน ซึ่งซองฮีก็รับรู้ในความจริงข้อนี้ดี สำหรับคิมมินซิกเองก็คืออีกคนที่ได้ผ่านเข้ามายืนอยู่ในเส้นมาตรฐานอันแปลกประหลาดของการเป็น ‘คนของฮันซองจู’ อย่างไม่ต้องสงสัย 

 

 

แต่หมอนั่นกล้าดีอย่างไรถึงได้มองข้ามความรู้สึกของเขา ยิ่งคิดถึงความจริงที่เกินจะรับได้นั่นแล้ว ก็ยิ่งทำให้ซองจูได้แต่กัดฟันกรอด 

 

 

ไม่ว่าจะคิดดูอย่างไร เรื่องมากมายทั้งหมด ก็มักจะมีไอ้มนุษย์ที่ไม่เป็นที่พอใจสำหรับเขาโผล่มาด้วยเสมอ ทันทีที่ซองจูนึกถึงจองอู เขาก็รู้สึกว่าอัตราการเต้นของหัวใจเขามันค่อยๆ เพิ่มขึ้นมาทีละนิด 

 

 

ที่จริง ทั้งหมดที่ซองจูทำก็เหมือนเป็นการเอาแต่ใจแบบเด็กๆ แม้แต่ตัวเขาเองก็รู้แก่ใจดี มันเป็นความรู้สึกเจ็บใจและไม่พอใจ เหมือนว่าตัวเขาถูกแย่งคนที่เขาเชื่อใจและไว้ใจไป ถึงอย่างนั้นด้วยนิสัยของเขาก็ทำให้ไม่สามารถแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาได้ ก็เป็นแบบนี้มาตลอดสามสิบกว่าปีแล้ว อยู่ๆ จะให้มาเปลี่ยนกันภายในวันเดียวคงเป็นไปไม่ได้ ซองจูค่อยๆ หุบริมฝีปากที่เบะออกกลับคืนมา 

 

 

“หน้าที่ก็ไม่ใช่ยังซื้อมาอีก…แม่งเอ๊ย น่าหงุดหงิดชะมัด” 

 

 

ในขณะที่บ่นพึมพำอยู่อย่างนั้น จู่ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าตอนที่ไปเปิดตู้เย็นเมื่อครู่ เขาเห็นแอปเปิ้ลแช่อยู่ในตู้ลูกหนึ่งด้วย อีกเดี๋ยวพอมินซิกกลับออกไปแล้ว หลังจากตอนนั้นเขาค่อยออกไปเอามากิน อย่างน้อยก็คงจะพอประทังความหิวไปได้บ้าง 

 

 

ในตอนที่เขากำลังลังเลอยู่ว่าจะยอมแพ้เรื่องออกไปหาอะไรกินแล้วก็นอนกลางวันแทนดีหรือไม่นั้น ใครบางคนก็มาเคาะประตูห้องนอนของเขา 

 

 

“ก็บอกว่าไม่กินไง!” 

 

 

“รีบๆ ออกมากินข้าวซะ” 

 

 

แน่นอนว่าเขาคิดว่าอีกคนคือมินซิก ถึงได้ตะโกนตอบออกไปทันทีแบบนั้น แต่เสียงที่ตอบกลับมามันกลับไม่ใช่คนที่คิดไว้ ซองจูที่ตื่นตกใจกับความจริงนั้นถึงกับกระเด้งตัวลุกขึ้นมา แล้วจ้องเขม็งไปยังบานประตูที่ปิดสนิทอยู่ 

 

 

“มันจะเย็นหมดแล้ว” 

 

 

แน่นอนว่าน้ำเสียงทุ้มต่ำและหนักแน่นแบบนี้เป็นของจองอูอย่างแน่นอน ซองจูเริ่มขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจอีกครั้ง 

 

 

“อะไรกัน เตรียมเผื่อด้วยรึไง” 

 

 

บ่นพึมพำด้วยน้ำเสียงที่คิดว่าเบาพอที่จะไม่เล็ดลอดออกไปให้อีกคนที่อยู่หลังบานประตูได้ยินด้วย แล้วยังกัดเล็บตัวเองไปพร้อมกันอีก โดยซองจูก็ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าตัวเขาได้แสดงนิสัยในตอนเป็นเด็กออกมา ไหนจะการกลิ้งตัวไปมาบนเตียงราวกับกำลังต้องการประท้วงนั่นด้วย 

 

 

 

 

 

ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงได้แล้วมั้งเนี่ย แต่ยังเงียบอยู่เลย 

 

 

ลองเอาหูไปแนบกับประตูที่ปิดสนิทนั้นดู ก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้จักนิสัยของซองจู อีกคนคงไม่ยอมออกมาข้างนอกง่ายๆ แน่ ถ้ายังไม่หายโกรธ ฝ่ายนั้นก็จะเอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่อย่างนั้น ถึงเขาจะอยากกลับแต่ก็ทำไม่ได้ ได้แต่ถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ก่อนที่มินซิกจะเคาะ ก๊อก ก๊อก ลงบนบานประตูที่เหมือนกำลังรอคอยเขาอยู่  

 

 

“พี่คร้าบ มากินข้าวเถอะนะ พี่คงจะไม่ชอบแฮมเบอร์เกอร์ ผมก็เลยออกไปซื้ออย่างอื่นมาให้แทนแล้วนะครับ พี่จะอดอาหารแบบนี้ไม่ได้นะ ผมโดนท่านประธานบ่นหูชาแหงๆ นะครับ? พี่คร้าบ…” 

 

 

ฟังเสียงที่พยายามออดอ้อนราวกับเด็กน้อยของมินซิกแล้ว ก็ทำให้ซองจูเกิดรู้สึกเวทนาอีกฝ่ายขึ้นมา 

 

 

ดูเหมือนว่ามินซิกจะเข้าใจไปว่าที่ซองจูโมโหนั้นเป็นเพราะเขาไม่พอใจที่ต้องกินแฮมเบอร์เกอร์ที่เจ้าตัวซื้อมา อย่างไรเจ้านั่นก็ไม่มีทางจะคิดถึงว่า ที่ซองจูทำตัวราวกับตาเฒ่าขี้น้อยใจประชดประชันแบบนี้นั้น เป็นเพราะเขากำลังงอนอยู่ต่างหาก 

 

 

นี่จะมีใครเข้าใจเขาบ้างไหมเนี่ย คิดเช่นนั้นแล้วซองจูก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา 

 

 

“ไอ้เจ้าโง่เอ๊ย นั่นเพราะนายไม่ได้ซื้อมาให้ฉัน แต่ซื้อให้คนอื่นต่างหาก” 

 

 

บ่นพึมพำเสร็จเจ้าตัวก็ลุกขึ้นจากที่นอน ถ้าขืนเขายังประท้วงต่อไป มีหวังอีกเดี๋ยวเจ้ามินซิกคงได้ร้องไห้น้ำตานองหน้า แล้วก็โทรไปฟ้องดงฮยอนแหงๆ แล้วถึงตอนนั้นดงฮยอนก็จะต้องโทรมาหาเขาด้วยตัวเองพร้อมกับข่มขู่เขาว่า ถ้ายังจะทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็จะย้ายมินซิกให้ไปดูแลคนอื่น แล้วก็จะส่งผู้จัดการคนเก่าอย่างยองอุค ที่เพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งไปอยู่ฝ่ายบริหารมาคอยควบคุมดูแลเขาแทนเสีย 

 

 

แค่คิดถึงตรงนั้นซองจูก็รู้สึกขนลุกเกรียวขึ้นมาเลยทีเดียว เขาไม่มีทางยอมให้คนอย่างยองอุค ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอดคนนั้น ได้หวนกลับคืนมาอีกครั้งแน่  

 

 

“รู้แล้วน่า ไอ้เจ้านี่ นายนี่มันช่างเป็นคนที่มีพรสวรรค์โดดเด่นในด้านการสร้างความรำคาญใจให้คนอื่นดีเหลือเกินนะ” 

(Yaoi) พักใจกับนายรูมเมท

(Yaoi) พักใจกับนายรูมเมท

ตอนที่ 1 – 5.5 (ตอนพิเศษ) อ่านนิยาย (จบ) ฮันซองจูนักแสดงหนุ่มชื่อดังโดนคู่หมั้นสาวถอนหมั้นอย่างไร้เยื่อใย แต่แล้ววันหนึ่งเจ้าของต้นสังกัดก็ส่งคิมจองอู ชายหนุ่มแปลกหน้าให้มาพักกับเขา จากที่คิดว่าอีกคนคงจะทนไม่ได้แล้วจากไป แต่กลับกลายเป็นว่าเขาก้าวเข้ามามีอิทธิพลต่อหัวใจฮันซองจูมากกว่าที่คิด ทำไมแค่มีอีกคนอยู่ข้างๆ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็รู้สึกดีขึ้นมาได้ ใครคนหนึ่งได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงให้เขามี ‘ชีวิต’ ขึ้นมา แล้วแขกไม่ได้รับเชิญที่ชื่อคิมจองอู ก็ไม่ใช่แค่คนแปลกหน้าอีกต่อไป แสดงเพิ่มเติม

Options

not work with dark mode
Reset