(Yaoi) พักใจกับนายรูมเมท – ตอนพิเศษ 2-6 ปลายนิ้ว

ตอนพิเศษ 2-6 ปลายนิ้ว

 

 

 

 

ซองจูทำท่าทางฮึดฮัดพร้อมจ้องไปที่เซจุนซึ่งทำท่าทางไม่สนใจกับระดับความสามารถที่ได้รับการฝึกฝนเพียงเล็กน้อยจากโรงเรียนใกล้บ้านๆ แบบนั้น พอหันมองไปรอบตัว ซองจูก็สังเกตเห็นอัพไรท์เปียโน[1]ตั้งอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้องทำงาน จึงตะโกนถามจองอู 

 

 

“นั่นน่ะ ยังดีอยู่ใช่ไหม” 

 

 

“หือ” 

 

 

จองอูที่ตกใจกับเหตุการณ์กะทันหันนั้นจึงได้ตอบกลับไปอย่างงุนงง ซองจูชี้มือออกไปทางเปียโน แล้วถามขึ้นอีกครั้ง 

 

 

“นั่นไง” 

 

 

“อ้อ อือ” 

 

 

ทิ้งจองอูที่ตอบตะกุกตะกักเอาไว้ แล้วซองจูก็ก้าวฉับๆ ไปทางเปียโน สีหน้าของจองวอนที่กำลังมองดูเหตุการณ์ทุกอย่างอยู่นั้นยกยิ้มค้างอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป เจ้าตัวใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยเฝ้ามองสถานการณ์ทั้งหมดต่อไป 

 

 

ซองจูหยุดเท้าตรงหน้าอัพไรท์เปียโน เปิดฝาที่มีฝุ่นบางๆ เกาะอยู่ราวกับไม่เคยถูกแตะต้องเลยนั้นขึ้นมา สูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะวางนิ้วหนึ่งลงบนแป้นเปียโน 

 

 

ติ๊ง 

 

 

เสียงกังวานใสดังก้องขึ้นมา ที่จริงแล้วเปียโนนี้อยู่ในสภาพที่ต้องปรับเสียงเสียก่อน แต่ซองจูก็ไม่ได้รู้ถึงขนาดนั้น พอลองกดลงบนแป้นเปียโนแล้วก็ปล่อยเวลาให้ผ่านไปอยู่นาน ตัวเขาไม่ได้มีเซนส์ด้านดนตรีเหมือนกับคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในห้องนี้ 

 

 

ครืด 

 

 

พอลากเก้าอี้ออกมาแล้วนั่งลงไป เขาก็เอียงคอแล้วครุ่นคิดว่าจะเล่นเพลงอะไรดี เขารู้จักเพลงมากมาย แต่แล้วเขาก็ใช้นิ้วมือเคาะลงบนปลายคาง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นซองจูจึงวางนิ้วมือลงบนแป้นเปียโนก่อนจะเริ่มกดลงไป 

 

 

“อ้า…” 

 

 

 ในตอนที่เสียงเพลงดังขึ้น จองอูก็หลุดยิ้มขำออกมา เพลงที่ซองจูเริ่มเล่น k265 [Ah! vous dirai-je, Mama] ของโมสาร์ท หรือก็คือ [Twinkle, Twinkle, Little Star] นั่นเอง 

 

 

สีหน้าที่ดูตื่นตระหนกกลายเป็นอ่อนโยนขึ้นมา จนกระทั่งจบเพลง ทุกคนที่รวมตัวอยู่ในห้องนี้ต่างก็คิดว่าซองจูโมโหจึงได้แสดงท่าทีโอ้อวดออกมาเท่านั้น แต่ทว่าท่าทางที่บรรเลงเพลงแสดงเดี่ยวเปียโนของเจ้าตัวนั้นไม่ได้ดูลำบากยากเย็น นิ้วมือที่ได้รับความทรมานจากการเล่นเบส กลับวางไล่ไปตามแป้นเปียโนได้อย่างเป็นธรรมชาติ 

 

 

“อืม แค่นี้พอหรือยังล่ะ” 

 

 

พอการแสดงจบลง ซองจูทำเสียงติ๊งๆ ด้วยการขยับเรียวนิ้วไปมาบนแป้นเปียโน แม้จะเป็นการแสดงที่ไม่มีอะไรนัก แต่ก็รู้สึกได้ว่าเป็นการขยับนิ้วด้วยความผ่อนคลาย ซองจูที่ขยับไล่เรียวนิ้วไปตามใจอยู่ไม่นานนัก สอดเรียวนิ้วทั้งสองข้างเข้าหากัน ก่อนจะเหยียดมือไปมา หลังจากนั้นจึงวางนิ้วเรียวลงบนแป้นเปียโนอีกครั้ง 

 

 

“โอ๊ะ” 

 

 

เมื่อปลายนิ้วของซองจูกดลงไป บทเพลงที่ถูกบรรเลงออกมาอีกครั้ง ทำให้ดวงตาของทุกคนเบิกโพลงขึ้นทันที บทเพลงที่พริ้วและนุ่มนวลกว่าเมื่อครู่กำลังถูกบรรเลงออกมา 

 

 

“โชแปง?” 

 

 

จองวอนพึมพำออกมา เพลงที่ซองจูกำลังเล่นอยู่คือน็อกเทินส์ โอพัสที่ 9 ของโชแปง (Chopin Nocturne Op.9 No.2) นั่นเอง 

 

 

การแสดงของซองจูนับว่าไม่เลวเลย ดังเช่นคำโอ้อวดของเจ้าตัว อาจจะไม่ถึงขั้นเทียบเท่ากับนักเปียโนผู้เชี่ยวชาญ แต่ทว่าก็เป็นการแสดงที่รู้สึกได้ว่าผ่านการฝึกฝนมาอย่างยาวนาน 

 

 

ทุกคนหยุดทุกสิ่งที่ทำอยู่ลง แล้วตั้งใจฟังการแสดงของซองจู ในตอนที่การแสดงจบลงไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพียงมองไปยังซองจูที่นั่งอยู่หน้าเปียโนด้วยแววตาเลื่อนลอย ซองจูยกยิ้มกว้าง ทันทีที่ได้เห็นสีหน้าที่อึ้งทึ่งเช่นนั้น รอยยิ้มนั่นยิ่งทำให้อีกฝ่ายดูดีและมีเสน่ห์มาก 

 

 

“เห็นหรือยัง เล่นได้ดีกว่าที่คิดใช่ไหมล่ะ” 

 

 

นับว่าเป็นการแสดงที่ไม่เลวเลยทีเดียว ออกมาดูดีจนทำให้สีหน้าของเจ้าตัวพลันดูสดใสด้วยความรู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ 

 

 

“การแสดงแบบนั้นเหมือนกับอาจารย์อีซองจุนเลย” 

 

 

พอการแสดงของซองจูจบลง จองวอนที่ขบคิดคำพูดบางอย่างละเอียดอยู่นั้นก็ได้พูดพึมพำออกมา ต่างจากคนอื่นที่มองไปทางจองวอนราวกับถามว่ากำลังพูดเรื่องอะไร หน้าของซองจูนั้นกลับยังมีรอยยิ้มพอใจประดับอยู่ 

 

 

“อ้อ อาจารย์ฉันเองน่ะ” 

 

 

“หา?” 

 

 

คำตอบที่ไม่คาดคิดนั่น ทำให้ทุกคนเกิดอาการตกใจขึ้นมาอีกครั้ง ในบรรดาทั้งหมดนั้นมีเพียงจองวอนที่ยังคงรักษาสีหน้าสงบนิ่งเอาไว้ได้ 

 

 

“เป็นลูกศิษย์ท่านเหรอครับ” 

 

 

“มันก็ไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่อะไรหรอก แค่ได้เรียนกับท่านมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วน่ะ จนถึงตอนม.ปลายปีสองล่ะมั้ง แม่เขาอยากให้เก่งอะไรแบบนั้นน่ะ” 

 

 

จบคำพูดของซองจู เซจุนก็โพล่งคำพูดออกมาทันที 

 

 

“ซองฮีบอกว่าไม่เคยได้เรียนเกี่ยวกับดนตรีเลยนะ” 

 

 

“เออ เรื่องนั้น…” 

 

 

ซองจูมีสีหน้ากระอักกระอ่วนขึ้นมา 

 

 

“ส่วนใหญ่เจ้านั่นได้เรียนพวกกีฬากับวิทยาศาสตร์น่ะ เพราะว่าดูแมนๆ ก็เลยคิดว่าไม่มีความจำเป็นจะต้องเรียนพวกดนตรีหรือศิลปะอะไรแบบนั้น” 

 

 

คำพูดนั้นทำให้ทุกคนทำสีหน้าแปลกประหลาด 

 

 

ภายนอกพ่อและแม่ของซองจูก็เพียงแค่ดูสง่างาม ถึงจะรู้ดีว่ามีความคิดที่ไร้เหตุผลอยู่บ้าง แต่ก็คิดไม่ถึงว่าจะเป็นขนาดนี้ การพูดแบบนี้ต่อหน้าคนที่เพิ่งจะเคยเจอกันครั้งแรกนั้นก็ทำให้กังวลอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ทว่าก็มั่นใจว่าทุกคนไม่คิดติดใจอะไรหรอก ซองจูที่อยู่ตรงหน้าเปียโนยกมือขึ้นกอดอก แล้วพูดเสียงแผ่วเบาออกมา 

 

 

“ฟังดูเหลวไหลใช่ไหม ก็นะ สุดท้ายแล้วก็ได้เข้าเรียนด้านวิศวกรรม สมัยอยู่มหาวิทยาลัย ถึงจะลาออกก็เถอะ” 

 

 

สีหน้าของซองจูตอนที่กล่าวคำนั้นดูหงอยลงไป 

 

 

เป็นพี่น้องที่ทุกอย่างตรงข้ามกันไปหมด ทั้งรูปลักษณ์ ทั้งท่าทาง ทั้งนิสัย กระทั่งความสามารถก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซองจูจบคณะบริหารจัดการจากมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง ส่วนซองฮีนั้นเข้าเรียนในคณะวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมของมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังที่เป็นคู่แข่งกับของซองจู สุดท้ายแล้วก็บอกว่าจะเป็นนักดนตรี หลังจากปลดประจำการแล้วก็ไม่กลับไปเรียนอีกเลย เมื่อคิดถึงช่วงมหาวิทยาลัยแล้ว ซองฮีนับว่าเป็นคนที่เรียนเก่งมาก 

 

 

พ่อแม่หวังให้ซองจูได้เดินในเส้นทางสายดนตรีหรือศิลปะ จึงได้ส่งสัญญาณให้รับรู้ ด้วยการให้ไปเรียนดนตรีคลาสสิค 

 

 

แต่ทว่าซองจูนั้นไม่มีพรสวรรค์ในด้านดนตรีเลย ถึงจะฝากฝังให้ได้เรียนกับนักเปียโนชื่อดัง ขนาดยอมจ่ายเงินเพิ่มให้ จัดการให้ได้เรียนแบบตัวต่อตัว แต่ทว่าพ่อแม่ก็ยังให้ซองจูเล่นเปียโนไปจนกระทั่งขึ้นมัธยมปลายปีสองถึงขนาดนั้นก็ต้องมีความเชี่ยวชาญกันบ้าง แต่เอาเข้าจริงเขากลับได้แต่แค่นเสียงเฮอะออกมาเท่านั้นแหละ 

 

 

คนที่ต้องการความเชี่ยวชาญอะไรแบบนั้น ความจริงแล้วน่าจะเป็นซองฮีมากกว่า แต่พ่อแม่ของพวกเขานั้นไม่เคยรับรู้เลยว่าแท้จริงแล้วลูกมีความต้องแบบไหน หรือมีพรสวรรค์อะไร สุดท้ายก็เป็นพวกเขาที่ได้ความเสียหายจากเรื่องนั้น ความไม่ปรองดองกันของซองจูและซองฮีก็มาจากสาเหตุพวกนี้เช่นกัน 

 

 

“ว่าแต่ทำไมไม่เล่นต่อไปล่ะครับ ถึงจะหยุดไปนานก็ยังเล่นได้ถึงขนาดนี้ ก็คงไม่ถึงกับไม่มีพรสวรรค์เลยไม่ใช่เหรอครับ” 

 

 

“อ้า ถามอะไรแบบนั้นเล่า! ก็เพราะว่าทำไม่ได้ไงล่ะ!” 

 

 

ซองจูหงุดหงิดจนโมโหออกมา 

 

 

“ฉันน่ะไม่มีหรอกนะไอ้เพอร์เฟกต์ พิตช์[2]ที่ใครเขาบอกกันน่ะ แล้วฉันก็ไม่ได้เรียนมันเพราะอยากเรียน ก็แค่เลียนแบบคนอื่นไปเท่านั้น ไม่ได้รู้สึกสนุก แล้วก็คิดแค่ว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องทำแค่นั้น ไม่รู้จักหรอกการเรียนอย่างง่ายๆ น่ะ เพราะเริ่มต้นฉันก็ได้เรียนอะไรที่มันเกินคำว่าง่ายไปแล้ว ก็เลยได้เห็นว่าเป็นทางตันแล้ว” 

 

 

สีหน้าของซองจูที่กำลังหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีตอย่างเงียบๆ นั้น ถึงอยากจะแสดงความหงุดหงิดออกมา แต่ก็ทำได้แค่กดมันเอาไว้เท่านั้น 

 

 

“ฉันอ่านโน้ตในทันทีไม่ได้ บรรดาพวกที่เรียนด้วยกัน มีคนนึงที่เป็นเหมือนกับฉัน เจ้านั่นถึงจะเป็นแบบนั้นก็ยังต้องเปิดหูรับฟัง ให้ตายยังไงก็พยายามฟังที่คนอื่นเล่นแล้วทำตาม แต่แล้วก็มาถึงจุดที่กระทั่งการทำแบบนั้นมันก็ยังยากไป ครอบครัวของหมอนั่นน่ะเป็นนักดนตรีกันหมด สุดท้ายก็มาพบว่าตัวเองเข้าเรียนด้านดนตรีไม่ได้ เทียบกันแล้ว ฉันก็ยังถือว่าดีกว่ามาก พอบอกให้รู้แต่เนิ่นๆ ว่าฉันไปต่อไม่ได้แล้ว พวกท่านก็บอกว่าแค่เรียนไว้เป็นความรู้ติดตัวก็พอ” 

 

 

เรื่องราวของซองจูฟังดูน่าเศร้า คนอื่นที่ไม่รู้ว่าควรจะตอบรับอย่างไรกับคำพูดนั้น จึงแค่มองมาเท่านั้น ซองจูลุกขึ้นจากนั่ง แล้วปิดฝาครอบเปียโนลง 

 

 

“ยังไงก็ช่าง ฉันก็ไม่ใช่ว่าเล่นดนตรีอะไรไม่เป็นเลยแล้วกันเถอะ!” 

 

 

ซองจูกล่าวเช่นนั้นออกมา พร้อมกับกลับไปนั่งที่ตัวเอง 

 

 

ระหว่างที่เดินมาก็คว้าเบสที่วางตั้งอยู่บนแท่นถือติดมือมาด้วย แล้วซองจูก็หันไปกล่าวกับจองวอน 

 

 

“ว่าแต่รู้ได้ยังไงว่าฉันเรียนกับอาจารย์อีซองจุน” 

 

 

“อ้อ เรื่องนั้นเอง” 

 

 

คำถามที่เอ่ยขึ้นอย่างกะทันหันทำให้จองวอนมีท่าทีตกใจ ก่อนจะตอบกลับไป 

 

 

“มันมีความเป็นเอกลักษณ์อยู่น่ะครับ ให้อธิบายเป็นคำพูดมันค่อนข้างยาก…คือบริษัทเดิมที่ผมเคยทำงานอยู่ เป็นบริษัทด้านเพลงคลาสสิคน่ะครับ ก็เลยโชคดีได้ดูการแสดงของอาจารย์อีซองจุนอยู่บ่อยๆ” 

 

 

“รู้เพราะตอนนั้นเหรอ” 

 

 

“ครับ” 

 

 

“หืม ฟังออกอย่างนั้นสินะ ฉันไม่เห็นจะรู้เลย” 

 

 

“มันก็เหมือนเป็นโรคจากการทำงานแหละครับ” 

 

 

พูดถึงอีซองจุนแล้วล่ะก็ ถือเป็นหนึ่งในบรรดานักเปียโนระดับประเทศที่มีชื่อเสียงโด่งดังคนหนึ่งเลย สอนอยู่ในมหาวิทยาลัยระดับประเทศ แล้วยังมีลูกศิษย์มากมายที่เป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียง กับคนระดับนั้น การฝากลูกชายไปเป็นศิษย์ ถึงจะพิสูจน์ออกมาแล้วว่าไม่มีพรสวรรค์ แต่ก็ยังคงให้เรียนต่อไป พ่อแม่แบบนั้นเป็นคนอย่างไรกันนะ จองวอนได้แต่นึกสงสัยเกี่ยวกับพ่อแม่ของพี่น้องตระกูลฮัน 

 

 

“ยังไงก็ตาม วันนี้รบกวนเป็นอย่างมากเลยนะครับ หวังว่าคราวหน้าจะได้เจอกัน ในโอกาสที่ดีกว่านี้นะครับ” 

 

 

จองวอนกล่าวออกมาเช่นนั้นก่อนจะลุกจากที่นั่ง จีฮยอนที่คอยตามหลังอีกฝ่ายอยู่ตลอดก็พลอยลุกขึ้นมาด้วย 

 

 

“จะไปแล้ว?” 

 

 

“อือ นี่ก็ทุ่มนึงแล้ว ต้องรีบกลับไปพักผ่อนได้แล้วสิ พรุ่งนี้ยังต้องไปทำงานอยู่นี่นา” 

 

 

“เอ่อ ผมเองก็ขอตัวนะครับ วันนี้กลับดึกใช่ไหม” 

 

 

พอเห็นท่าทางของจีฮยอนที่หันกลับมาโค้งให้เขา เซจุนเองก็พลอยลุกขึ้นจากที่นั่งไปด้วยอีกคน 

 

 

“ไม่ละ ฉันเองก็ต้องกลับเหมือนกัน” 

 

 

จองอูทำหน้าราวกับกินยาขมๆ  พร้อมกับเอ่ยว่า 

 

 

“บอกว่าอยากกลับด้วยกันแค่นั้นก็สิ้นเรื่อง ไม่เห็นต้องทำท่ามากแบบนั้นเลยนี่ครับ ที่นี่ทุกคนก็รู้เรื่องที่ทั้งสองคนคบกันอยู่แล้วนี่ครับ” 

 

 

“นี่ ดูพูดเข้า เดี๋ยวนี้ชักจะเหมือนพี่เขาเข้าไปทุกทีแล้วนะ” 

 

 

จองอูไม่ได้โต้ตอบกับคำกล่าวนั้น 

 

 

“พี่ครับ พวกผมกลับก่อนนะครับ” 

 

 

“อือ ไปเถอะ แล้วไว้เจอกัน” 

 

 

“ครับ พักผ่อนเถอะครับ” 

 

 

 

 

 

 

 

 

[1] อัพไรท์เปียโน เปียโนที่มีสายและโครงวางในแนวตั้ง 

 

 

[2] เพอร์เฟกต์ พิตช์ ผู้ที่สามารถระบุโทนเสียงได้อย่างแม่นยำ

(Yaoi) พักใจกับนายรูมเมท

(Yaoi) พักใจกับนายรูมเมท

ตอนที่ 1 – 5.5 (ตอนพิเศษ) อ่านนิยาย (จบ) ฮันซองจูนักแสดงหนุ่มชื่อดังโดนคู่หมั้นสาวถอนหมั้นอย่างไร้เยื่อใย แต่แล้ววันหนึ่งเจ้าของต้นสังกัดก็ส่งคิมจองอู ชายหนุ่มแปลกหน้าให้มาพักกับเขา จากที่คิดว่าอีกคนคงจะทนไม่ได้แล้วจากไป แต่กลับกลายเป็นว่าเขาก้าวเข้ามามีอิทธิพลต่อหัวใจฮันซองจูมากกว่าที่คิด ทำไมแค่มีอีกคนอยู่ข้างๆ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็รู้สึกดีขึ้นมาได้ ใครคนหนึ่งได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงให้เขามี ‘ชีวิต’ ขึ้นมา แล้วแขกไม่ได้รับเชิญที่ชื่อคิมจองอู ก็ไม่ใช่แค่คนแปลกหน้าอีกต่อไป แสดงเพิ่มเติม

Options

not work with dark mode
Reset